
เรียนรู้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก ภงด. 90,91
เป็นไงครับ การยื่นภาษีฯ ปีนี้ ผมว่าการยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตปีนี้กรมสรรพากรทำระบบเข้าท่า ง่ายๆ ดีครับ ถ้าถามว่าพวกเราได้ภาษีคืนหรือเสียภาษีเพิ่มกันเท่าไหร่ ผมว่าคงตอบกันได้ทุกคน แต่ถ้าถามว่าปีนี้พวกเราเสียภาษีกันคนละเท่าไหร่ บางคนอาจจำไม่ได้ บางคนอาจไม่ได้ดูด้วยซ้ำ แค่ลุ้นว่าปีนี้ได้ภาษีคืนหรือเสียภาษีเพิ่มจริงๆ แล้ว
เป็นไงครับ การยื่นภาษีฯ ปีนี้ ผมว่าการยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตปีนี้กรมสรรพากรทำระบบเข้าท่า ง่ายๆ ดีครับ ถ้าถามว่าพวกเราได้ภาษีคืนหรือเสียภาษีเพิ่มกันเท่าไหร่ ผมว่าคงตอบกันได้ทุกคน แต่ถ้าถามว่าปีนี้พวกเราเสียภาษีกันคนละเท่าไหร่ บางคนอาจจำไม่ได้ บางคนอาจไม่ได้ดูด้วยซ้ำ แค่ลุ้นว่าปีนี้ได้ภาษีคืนหรือเสียภาษีเพิ่มจริงๆ แล้ว
เราเสียภาษีเท่าไหร่นั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะแม้ปีนี้จะมีการปรับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่จาก 5 ขั้นเป็น 7 ขั้น และลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดจาก 37% เหลือ 35% ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยก็ยังแพงที่สุดใน AEC อยู่ดี เอาง่ายๆ ถ้าเราต้องเสียภาษีในอัตรา 35% แสดงว่าเราต้องเสียภาษีมากกว่า 1 ใน 3 ของเงินได้เรา และถ้าคิดเป็นจำนวนเดือน ก็เท่ากับเราทำงานให้กรมสรรพากรมากกว่า 4 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้น เมื่อภาษีแพงขนาดนี้แล้ว เรามาดูกันสิว่าจะลดภาษีที่ต้องเสียยังไงกันบ้าง
จริงๆ แล้ว ถ้าสังเกตกันดีๆ แบบภาษีเงินได้ฯ ทางอินเทอร์เน็ตปีนี้ช่วยชี้แนะเราอยู่แล้วนะว่าถ้าอยากประหยัดภาษี ควรทำยังไง ที่เห็นได้ชัด ก็คือ การหักค่าลดหย่อน ที่ในแบบภาษีเงินได้ฯ ให้เราติ๊กว่าเราจะหักค่าลดหย่อนอะไรบ้าง โดยมีให้เราเลือกติ๊กมากมาย ยิ่งเราติ๊กเยอะมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเสียภาษีน้อยเท่านั้น
อย่าลืมนะครับ เรื่องภาษีเป็นเรื่อง “Use It Or Lose It” คือ ยังไงเราก็ต้องเสียภาษี ถ้าเราไม่วางแผน ก็เท่ากับเรายอมเสียภาษีก้อนนั้น แต่ถ้าเราวางแผนก็เหมือนกับเราขอทวงภาษีที่ต้องเสียอย่างถูกกฎหมายกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัว เช่น ค่าเทอมลูก เป็นต้น งั้นเรามาดูกันนะครับว่า ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ปีที่แล้วอาจไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่เต็มที่ ปีนี้ยังมีเวลาอีกเยอะ ใช้ให้เต็มที่ไปเลย
lค่าลดหย่อนคู่สมรส กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ หรือ รวมคำนวณภาษี หักได้ 3 หมื่นบาท เฉพาะที่จดทะเบียนสมรส
lค่าลดหย่อนบุตร หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน
กรณีบุตรที่ไม่ศึกษาหรือไม่ได้อยู่ในประเทศไทยหักได้คนละ 1.5 หมื่นบาท
กรณีบุตรที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทยหักได้คนละ 1.7 หมื่นบาท
lค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และพ่อตาแม่ยาย (กรณีคู่สมรส) ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท หักได้ 3 หมื่นบาทต่อคน
lค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ และมีเงินได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท หักได้ 6 หมื่นบาท/คน
lเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดาและพ่อตาแม่ยายที่มีเงินได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/คน
lเบี้ยประกันชีวิต เฉพาะกรมธรรม์ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1 แสนบาท
lเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท
lเงินค่าซื้อ RMF หักได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท
lเงินค่าซื้อ LTF หักได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 5 แสนบาท
lดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นหลักประกันการกู้ยืมนั้น หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1 แสนบาท
lเงินบริจาคที่สามารถหักได้ 2 เท่าของที่จ่ายไปจริง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “จ่าย 1 ได้ 2” พูดง่ายๆ คือ บริจาค 100 บาท แต่เอาไปคำนวณเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ 200 บาท แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา (ดูรายชื่อสถานศึกษาที่สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าในเว็บกรมสรรพากรก่อนนะครับ ไม่ใช่ทุกสถานศึกษาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าหมด)
เงินบริจาคให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด ฯลฯ
เงินบริจาคให้กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
เงินบริจาคในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
เงินบริจาคให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งหรือสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
เงินบริจาคให้โครงการฝึกอบรมอาชีพและการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรือศูนย์ฝึกของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม
lเงินบริจาคให้วัด มูลนิธิ สถานสาธารณกุศล ฯลฯ หักลดหย่อนได้เท่ากับที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิที่เหลือจากการหักลดหย่อนเงินบริจาคแบบ “จ่าย 1 ได้ 2” (ดูรายชื่อสถานสาธารณกุศลที่หักลดหย่อนได้ในเว็บกรมสรรพากรก่อนเช่นกันครับ ไม่ใช่ทุกวัด ทุกมูลนิธิ หักลดหย่อนได้หมดครับ)
เพียงแค่เราใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนที่กรมสรรพากรอนุญาต เราก็สามารถประหยัดภาษีได้เยอะครับ โดยเฉพาะค่าลดหย่อนที่เมื่อเราใช้ เงินออมเราก็ยังอยู่กับเรา ทำประโยชน์ให้กับเราด้วย อย่างเช่น RMF หรือ LTF นอกจากช่วยให้เรามีเงินออมเพิ่มขึ้นจากภาษีที่ได้คืนแล้ว เรายังได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากเงินที่เราลงทุนด้วย หรืออย่างประกันชีวิตก็เช่นกัน นอกจากได้ภาษีคืน เรายังได้การคุ้มครองความเสี่ยงหรือผลตอบแทนจากประกันด้วยเช่นกันครับ







