
พิษการเมืองสุญญากาศ...เศรษฐกิจต่างจังหวัดซึม
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสาน ภาพที่เห็น ก็คือ การซบเซาของภาคเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และท่องเที่ยว ซึ่งภาคส่วนที่กระทบมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเศรษฐกิจในต่างจังหวัดยังต้องพึ่งพาอยู่ในโซ่อุปทานของระบบเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งพึ่งพิงกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กระทบภาคส่งออกถึงขั้นติดลบในปีที่แล้วต่อเนื่องจนถึงเดือน ม.ค.ยังติดลบ 1.9% อีกทั้งกำลังซื้อของเกษตรกรถดถอยลงทั้งจากการค้างจ่ายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งกระทบชาวนากว่า 3 ล้านครัวเรือน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสาน ภาพที่เห็น ก็คือ การซบเซาของภาคเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และท่องเที่ยว ซึ่งภาคส่วนที่กระทบมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเศรษฐกิจในต่างจังหวัดยังต้องพึ่งพาอยู่ในโซ่อุปทานของระบบเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งพึ่งพิงกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กระทบภาคส่งออกถึงขั้นติดลบในปีที่แล้วต่อเนื่องจนถึงเดือน ม.ค.ยังติดลบ 1.9% อีกทั้งกำลังซื้อของเกษตรกรถดถอยลงทั้งจากการค้างจ่ายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งกระทบชาวนากว่า 3 ล้านครัวเรือน
ขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับผลกระทบจากราคายางตกต่ำ กอปรกับการเมืองติดอยู่ในกับดักทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารประเทศของรัฐบาล ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐสะดุดลงทั้งการจัดซื้อจัดจ้างระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. รวมถึงงบก่อสร้างถนน รวมไปถึงการจัดสัมมนาต่างๆ ของราชการหายไปค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ วิกฤตการเมืองถึงขั้นต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้กระทบต่อการท่องเที่ยวในต่างจังหวัดค่อนข้างสูง เห็นได้จากนักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องจากสุวรรณภูมิ ซึ่งส่วนหนึ่งนอกเหนือจากเที่ยวใน กทม.และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงก็จะเดินทางไปในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้หายไปมากเกือบ 70%
ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวในประเทศก็กระทบตามไปด้วย ส่วนหนึ่งเกิดจากความวิตกกับปัญหาการเมือง ทำให้ไม่มีอารมณ์ที่จะไปท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัด หรือบางส่วนไปร่วมในเวทีการชุมนุม
สำหรับจังหวัดที่ติดกับชายแดนก็ได้รับผลกระทบ เนื่องจากฝรั่งนักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องในประเทศเพื่อนบ้านก็จะข้ามชายแดนเข้ามาจับจ่ายและท่องเที่ยวในบ้านเรา ก็พลอยหายไปด้วย ผลกระทบที่เห็นชัดเจนนอกเหนือจากกระทบต่อโรงแรมในพื้นที่ ยังส่งผลต่อร้านอาหารต่างๆ ทำให้เงียบเหงาตามไปด้วย
นอกจากนี้ ยังกระทบต่อร้านขายของฝากประเภท กุนเชียง หมูยอ ผ้าซิ่น ผ้าไหม สินค้าโอท็อปต่างๆ รวมถึงของที่ระลึกประเภทต่างๆ ทำให้รายได้ของท้องถิ่นหายไปจำนวนมาก
สำหรับภาคอุตสาหกรรมในต่างจังหวัดโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโซ่อุปทานการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งหลายอุตสาหกรรมในขณะนี้กำลังซบเซา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เดือน ม.ค. 2557 ติดลบ 54.44% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านติดลบ 1.01% หลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปต่างๆ ก็ยังเติบโตได้ไม่ดีนัก พลอยทำให้อุตสาหกรรมในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่
ตัวชี้วัดดัชนีต่างจังหวัดซึ่งชี้วัดถึงรายได้เกษตรกรที่ลดลง เห็นได้จากยอดขายรถจักรยานยนต์กระทบมาก ค่าผ่อนเดือนละพันกว่าบาทไม่มีเงินจ่าย ไฟแนนซ์ก็ไม่กล้ายึดเพราะไม่มีที่จอด และหากยึดมาก็ไม่รู้จะไปขายใคร เนื่องจากร้านขายรถจักรยานยนต์มีสต๊อกมาก แย่งกันขาย แย่งกันหั่นราคาอยู่แล้ว
นอกจากนี้ เอเยนต์รถยนต์ต่างๆ ก็แบกสต๊อกกันสูง ต่างออกแคมเปญ ลด แลก แจก แถม
ภาพเศรษฐกิจในต่างจังหวัดซึ่งก็สะท้อนภาพเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการซึ่งเป็นเอสเอ็มอีต่างตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก บางรายยอดขายตกมากกว่า 2030% แต่โดยเฉลี่ยรายได้ลดลงประมาณ 22% ทำให้การชำระหนี้ไม่ตรงกำหนด สัญญาณเช็คเด้งสูง สถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อย เห็นได้จากสินเชื่อเอกชนของสถาบันการเงิน เดือน ม.ค. 2557 ขยายตัวได้ 8.4% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 4 ปี
ปัญหาสภาพคล่องขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการ ซึ่งการอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับสายป่านทางการเงิน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการพูดตรงกัน ว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้หนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา เพราะเจอสองเด้งพร้อมกัน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตการเมืองในประเทศ ซึ่งหนักหนาถึงขั้นจะไปแบ่งแผ่นดินกันอยู่แล้ว...
ผมว่างานนี้เล่นกันหนักไปนะครับ!!!!
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.facebook.com/tanitsorat)







