posttoday
พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง เจ้าตลาดพาวเวอร์เทรนรถยนต์

พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง เจ้าตลาดพาวเวอร์เทรนรถยนต์

10 มีนาคม 2557

บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง (PCSGH) “ประสงค์ อดุลยรัตนนุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมีผลิตกลุ่มคือชุดส่งกำลังขับเคลื่อนรถยนต์ มีฐานลูกค้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับจากทั้งประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐ และเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนและถือหุ้น 100% ในบริษัทย่อย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท พี.ซี.เอส.พรีซิชั่น เวิร์ค (PCW) บริษัท พี.ซี.เอส. ได คาสติ้ง (PCD) และบริษัท พี.ซี.เอส.ฟอร์จจิ้ง (PCF) ซึ่งขออนุญาตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจหลัก โดยการถือหุ้นบริษัทอื่น (โฮลดิ้งคอมพานี)

บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง (PCSGH) “ประสงค์ อดุลยรัตนนุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมีผลิตกลุ่มคือชุดส่งกำลังขับเคลื่อนรถยนต์ มีฐานลูกค้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับจากทั้งประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐ และเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนและถือหุ้น 100% ในบริษัทย่อย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท พี.ซี.เอส.พรีซิชั่น เวิร์ค (PCW) บริษัท พี.ซี.เอส. ได คาสติ้ง (PCD) และบริษัท พี.ซี.เอส.ฟอร์จจิ้ง (PCF) ซึ่งขออนุญาตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจหลัก โดยการถือหุ้นบริษัทอื่น (โฮลดิ้งคอมพานี)

PCSGH เพิ่มทุนจดทะเบียนใหม่จาก 1,156 ล้านบาท เป็น 1,545 ล้านบาท โดยเป็นการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ทั้งจำนวน 389 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.18% ของจำนวนหุ้นสามัญเรียกชำระแล้ว เพื่อเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เมื่อวันที่ 5-7 มี.ค. และขายหมดในวันแรกที่เปิดจองก่อนที่จะเข้าซื้อขายเป็นวันแรกวันที่ 14 มี.ค.นี้

ราคาจองซื้อ PCSGH ที่ 8.60 บาท กำหนดราคาไอพีโอจากวิธีการสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบัน (บุ๊กบิวดิ้ง) ที่มีช่วงราคาระหว่าง 8.60-9.40 บาท คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ประมาณ 9.66 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัทงวดปี 2556 ที่ทำได้ 1,376.58 ล้านบาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.89 บาท เทียบกับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ยของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์เท่ากับ 10.46 เท่า

ในขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้ราคาที่เหมาะสมปี 2557 ที่ 9.9715.5 บาท

บล.เอเซีย พลัส ให้มูลค่าเหมาะสมปี 2557 ที่ 9.97 บาท ต่ำสุดเมื่อเทียบกับนักวิเคราะห์ค่ายอื่น ราคาดังกล่าวเปรียบเทียบพี/อีกลุ่มที่ระดับ 11 เท่า ของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีอัตรากำไรสูง ทั้ง บริษัท อินเตอร์ไฮด์ (IHL) บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ขณะที่ PCSGH มีความสามารถในการทำอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ 30% มากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ระดับ 17%

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่า นอกจากความเสี่ยงในหนังสือชี้ชวนแล้ว นักลงทุนควรคำนึงถึงเรื่องผลประกอบการของบริษัทที่อาจมีความผันผวนจากทิศทางของราคาวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลประกอบการในระยะยาวไม่เป็นไปตามความคาดหมายได้

บล.ไทยพาณิชย์ ให้ราคาที่เหมาะสมปี 2557 ที่ 13.215.5 โดยประมาณการว่า กำไรของ PCSGH เฉลี่ยต่อปีในปี 2556-2558 จะเติบโตต่อเนื่อง 48% แม้ไม่หวือหวา แต่ความเสี่ยงในด้านผลการดำเนินงานของ PCSGH ต่ำกว่าบริษัทอื่นด้วยอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูง จึงช่วยป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

“การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบทุกๆ 10% จะฉุดให้กำไร PCSGH ลดลง 7% ลดลงน้อยกว่ากลุ่มยานยนต์ที่เฉลี่ย 10%”

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของบริษัท คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ และลูกค้ากระจุกตัว

นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ประเมินมูลค่าเหมาะของ PCSGH ปี 2557 อยู่ในช่วง 13.2515 บาท ด้วยวิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีส่วนลดกระแสเงินสดและอ้างอิงกับพี/อี ปี 2557 ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้ประเมินบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่องสว่าง

ทั้งสองบริษัทมีการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันมาก เช่น เป็นผู้รับจ้างผลิตที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าที่ยากจะลอกเลียนแบบได้ เพราะเป็นสินค้าคุณภาพสูง

นอกจากนั้น ยังมีอัตรากำไรสุทธิและอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่สูงและมีอัตราผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นที่สูง รวมถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ที่ต่ำ และคาดว่ากำไรในปี 25562558 จะเติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปี และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้ส่งออกไปตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น ประกอบกับปัจจัยบวกที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และยังมีความสามารถในการเข้าซื้อกิจการชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อต่อยอดความสามารถในการทำกำไรของกิจการ

PCSGH มีผลิตภัณฑ์หลัก คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้ความแม่นยำสูงในเครื่องยนต์ ระบบเกียร์และระบบบังคับรถ เป็นชิ้นส่วนของระบบส่งกำลัง ซึ่งถือเป็นหัวใจของรถยนต์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด มีผลต่อศักยภาพรถยนต์ โดยปกติชิ้นส่วนประเภทนี้จะผลิตโดยบริษัทย่อยของบริษัทรถยนต์เอง และเป็นชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเป็นพิเศษ

“ประสงค์ อดุลยรัตนนุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PCSGH กล่าวว่า แผนในปี 2557 บริษัทจะรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิให้ได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 29% โดยเน้นการบริหารต้นทุนลดค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย รวมไปถึงจะมีการขยายตลาดให้กว้างขึ้น โดยการเจรจากับลูกค้าเพื่อผลิตชิ้นส่วนใหม่ๆ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มทยอยมียอดคำสั่งซื้อเข้าในปีนี้

ขณะที่รายได้ของบริษัทในปี 2557 น่าจะทำได้ใกล้เคียงหรือลดลงจากก่อนที่ทำได้ 5,120 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ที่อยู่ในแนวโน้มของการทรงตัวหรือชะลอ หลังจากหมดมาตรการกระตุ้นจากนโยบายรถยนต์คันแรกที่ยืดอายุมาตรการมาถึงช่วงครึ่งปีแรก 2556 ที่หมดลง

ประกอบกับในปี 2556 และฐานที่สูงจากความต้องการที่สูงกว่าปกติจากผลกระทบที่ได้รับจากช่วงน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว อีกทั้งขณะนี้ยังได้รับผลกระทบทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคในประเทศให้ชะลอตัวลง

PCSGH มีมาตรการระยะสั้นเพื่อชดเชยยอดขายปีนี้ที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งแผนปรับตัวภายในรับมืออุตสาหกรรมที่ชะลอตัวและผลกระทบทางการเมืองปีนี้ ที่จะเน้นให้ความสำคัญในการบริหารลดต้นทุนต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มมาตรการที่ส่งผลให้เร็วขึ้นในระยะสั้นมาใช้ก่อน และขยายตลาดในกลุ่มงานที่เริ่มการผลิตได้เร็วเข้าไปเสนองานชิ้นส่วนยานยนต์ใหม่ๆ ที่ลูกค้ายังนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะงานปกติที่ยังรอการออกแบบรถยนต์โมเดลใหม่ยังต้องใช้เวลาเตรียมตัวยาวนานในส่วนที่บริษัทผลิตอยู่แล้ว

ทั้งนี้ การเติบโตรายได้รวมของบริษัทระหว่างปี 2553-2555 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 37.7% ต่อปี โดยปี 2553 มีรายได้ 2,790 ล้านบาท ปี 2557 มีรายได้ 3,174 ล้านบาท ปี 2555 มีรายได้ 5,293 ล้านบาท

สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 23 ปี ตั้งไว้ที่ 1,900 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยได้เริ่มลงทุนมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์จะสามารถเติบโตได้แบบเท่าตัวจากภาวะปกติที่อุตสาหกรรมเติบโตในระดับกว่า 10% ต่อปี

ขณะที่แหล่งเงินลงทุนเพื่อใช้ขยายโครงการลงทุนนั้น จะมาจากกำไรกระแสเงินสดจากความสามารถในการทำกำไรปี 2556 ที่ทำได้ประมาณ 1,600 ล้านบาท

ขณะที่รายได้ในช่วง 35 ปีข้างหน้า คาดว่าจะยังขยายตัวได้ตามอุตสาหกรรมโดยมีสัดส่วนส่งออกประมาณ 10% ที่มีการส่งออกโดยตรง ทั้งนี้ต้องขึ้นกับลูกค้าเพราะการเสนองานมีนโยบายรับเสนองาน เพื่อใช้เป็นชิ้นส่วนสำหรับฐานผลิตของโรงงานทั่วโลก

ดังนั้น จึงมีการส่งให้ลูกค้าทั้งโรงงานในและต่างประเทศ ในบางโอกาสลูกค้าจะให้ขนส่งไปที่โรงงานต่างประเทศ เพราะลูกค้าไม่มีระบบขนส่ง แต่ลูกค้าบางรายให้ส่งตรงไปที่โรงงานลูกค้าในประเทศและลูกค้าจะเป็นผู้ส่งออกต่อไปยังโรงงานที่ต่างประเทศเอง เพราะมีระบบขนส่งของตัวเองทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ถือเป็นการส่งออกทางอ้อมของบริษัท ดังนั้น จึงไม่สามารถระบุเป้าหมายสัดส่วนการส่งออกที่ชัดเจนได้ เพราะขึ้นกับความสะดวกของลูกค้า

บริษัทเน้นการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีมูลค่าสูง เพราะเป็นชิ้นส่วนที่บอกสมรรถนะของรถยนต์เกี่ยวกับความปลอดภัยการขับขี่ และมีทีมงานที่คิดและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีผลิตด้วยตัวเอง

เงินที่ได้จากการไอพีโอส่วนใหญ่จะไปชำระคืนหนี้จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวเกิดจากการปรับโครงสร้างเงินทุนก่อนหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกู้ยืมมาจากผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อมาจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ PCSGH ไม่มีหนี้เพราะไม่ใช่หนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท เงินจำนวน 231.75 ล้านบาท หรือคิดเป็นเงินปันผลในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น ซึ่งคำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด 1,545 ล้านหุ้น (รวมหุ้นไอพีโอ) โดยจะขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 24 มี.ค. 2557 พิจารณากำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล ในวันที่ 26 มี.ค. 2557

“ภาพอุตสาหกรรมในระยะยาวเมืองไทยยังเติบโตแน่นอนในช่วง 10 ปีนี้ ยังไม่นับรวมโอกาสในการเปิดเออีซีที่เกิดขึ้นอีกในปีหน้าด้วยเป็นอุตสาหกรรมที่อนาคตยังมั่นคงดี ไม่มีอะไรน่าห่วง และ PCSGH ให้ความสำคัญในการลดต้นทุนมากเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้หนุนกำไรให้เพิ่มขึ้นและคู่แข่งก็น้อย”

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประมาณการการเติบโตของยอดผลิตรถยนต์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2560 มียอดผลิตที่ 3 ล้านคัน จากปี 2556 ที่ 2.55 ล้านคัน ขณะที่การส่งออกในปี 2557 จะขยายตัวดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่