
“หุ้นเช้าปิดบวก 2.78 จุด”
ดัชนีหุ้นภาคเช้าเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ส่วนมากยังอยู่ในแดนบวก และปิดที่ 1,354.99 จุด เพิ่มขึ้น 2.78 จุด หรือ 0.21 % มูลค่าการซื้อขาย 12,846.26 ล้านบาท
ดัชนีหุ้นภาคเช้าเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ส่วนมากยังอยู่ในแดนบวก และปิดที่ 1,354.99 จุด เพิ่มขึ้น 2.78 จุด หรือ 0.21 % มูลค่าการซื้อขาย 12,846.26 ล้านบาท
บล.ทิสโก้ ประเมินตลาดหุ้นไทยสามารถไปต่อได้ โดยมีเป้าหมายเดือน มี.ค. แถว 1,380จุด เนื่องจากนับตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง รวม 5,660 ล้านบาท จากปัจจัยที่การเมืองในประเทศที่ผ่อนคลายลง หลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ยอมเปิดพื้นที่จราจร โดยยุบรวมทุกเวทีเหลือเพียงเวทีเดียวในสวนลุมพินี รวมทั้งประเด็นทางการเมืองต่างๆ น่าจะทยอยชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ เป็นปัจจัยหนุนให้บรรยกาศการลงทุนกลับมาในเชิงบวก
อีกทั้งจากการตรวจสอบกระแสเงินทุนต่างชาติ บล.ทิสโก้ ระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนไหลเข้าไม่เพียงเฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่รวมถึงตลาดหุ้นภูมิภาคด้วย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มประเทศ TIP ที่มีประเทศไทย อินโดนีเซียืและฟิลลิปปินส์ โดยนับตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา มีเงินไหลเข้ากลุ่ม TIP รวม 369 ล้านเหรียญสหรัฐแบ่งเป็น ไทย 175 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 85.8 ล้านเหรียญสหรัฐและฟิลิปปินส์ 108.2 ล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น แนะนำไปยังหุ้นได้อานิสงส์เชิงบวกจากแรงซื้อคืนของต่างชาติ ในกลุ่มขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก เช่น BTS, CPF, BANPU, EGCO, PTTEP
ด้าน บล.ธนชาต มองว่า หุ้นไทยอยู่ในช่วงของการสร้างฐาน เพราะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เพื่อปรับสูงขึ้นต่อในระยะสัปดาห์ ด้วยเป้าหมาย 1,360-1,380 จุด ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์ทางการเมืองแม้ยังไม่มีพัฒนาการสำคัญนอกจากการย้ายพื้นที่ชุมนุมไปที่สวนลุมฯ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ แต่คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การยื่นศาลฯกรณีไม่สามารถเปิดประชุมสภาฯ ภายใน 30 วัน หลังการเลือกตั้ง การพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทวันที่ 12 มี.ค.นี้ และ การชี้มูลความผิดกรณีจำนำข้าวของ ปปช.หลังครบ 15 วัน หลังจาก 27 ก.พ.ที่ผ่านมา
นอกจากนั้น การประชุม กนง.วันที่ 12 มี.ค.นี้ ซึ่คาดว่าที่ประชุม กนง.จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 2.0% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการบริโภค และการลงทุนชะลอตัวมากกว่าคาด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% ซึ่งาจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มอสังหาฯ กลุ่มหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และกลุ่มหุ้นที่มีแผนออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกันตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยถ้าพิจารณาในทางเทคนิคจะเห็นว่าตลาดหุ้นหลักๆ ส่วนใหญ่เกิดสัญญาณซื้อ ระยะสัปดาห์ขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามได้แก่ การจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานคืนนี้ รวมไปถึงการประชุม FOMC วันที่ 18-19 มี.ค.นี้
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
TTA มูลค่าการซื้อขาย 549 ล้านบาท ปิดที่ 20.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท (+2.45)
BTS มูลค่าการซื้อขาย 516 ล้านบาท ปิดที่ 8.45 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท (+0.60)
AOT มูลค่าการซื้อขาย 488 ล้านบาท ปิดที่ 195.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท (+1.03)
BBL มูลค่าการซื้อขาย 453 ล้านบาท ปิดที่ 178.00 บาท ลดลง 1.00 บาท (-0.56)
DTAC มูลค่าการซื้อขาย 386 ล้านบาท ปิดที่ 108.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท (+3.35)







