posttoday
เมื่อความไม่สงบในยูเครนกลายเป็นปัญหาระดับโลก

เมื่อความไม่สงบในยูเครนกลายเป็นปัญหาระดับโลก

06 มีนาคม 2557

ประเด็นร้อนในต่างประเทศท่ามกลางข่าวการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศยูเครน ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับไทย ขณะที่ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองของไทยยังคงจำกัดอยู่ภายในประเทศ แต่สำหรับยูเครนปัญหาดังกล่าวดูเหมือนอาจจะกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว เมื่อมีประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป (EU) และรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้เกิดความกังวลในตลาดการเงินและส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่เปิดเดือน มี.ค. มาต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า

ประเด็นร้อนในต่างประเทศท่ามกลางข่าวการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศยูเครน ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับไทย ขณะที่ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองของไทยยังคงจำกัดอยู่ภายในประเทศ แต่สำหรับยูเครนปัญหาดังกล่าวดูเหมือนอาจจะกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว เมื่อมีประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป (EU) และรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้เกิดความกังวลในตลาดการเงินและส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่เปิดเดือน มี.ค. มาต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องความขัดแย้งในยูเครน ได้ลุกลามขึ้นหลังจากรัฐบาลได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของประชาชน ส่งผลให้ประธานาธิบดีของยูเครนต้องหลบหนีไปพึ่งพันธมิตรอย่างรัสเซีย ขณะที่รัสเซียเองก็ได้ทำการส่งกำลังทหารเข้าไปยังเขตปกครองอิสระไครเมียของยูเครน เพื่อเข้ายึดสถานที่ราชการและทำให้ขั้วอำนาจตะวันตก ซึ่งต้องการถ่วงดุลอำนาจรัสเซียอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรปต่างแสดงความไม่พอใจ และต้องการให้มีการถอนกำลังทหารของรัสเซียออก ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย หรือลุกลามเป็นสงครามขึ้นได้

จากประเด็นที่มีชาติมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องนี้เอง ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนอย่างหนักหลังเข้าสู่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นเอเชีย ที่ต่างก็ปรับตัวลงกว่า 1% โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งดูจะได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะปรับตัวลงไปกว่า 3% เนื่องจากยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศรัสเซียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ทั้งนี้ หากเกิดการคว่ำบาตรขึ้นมาอาจจะส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจของบริษัทยุโรปและต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดหุ้นยุโรปดูจะได้รับผลกระทบมากกว่าตลาดอื่นๆ

ทั้งนี้ แม้ยากที่จะคาดเดาถึงผลลัพธ์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้น ว่าจะลุกลามไปจนถึงขนาดไหน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ปัญหาในยูเครนน่าจะกระทบต่อตลาดในระยะสั้น เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ สหภาพยุโรป หรือแม้แต่กระทั่งรัสเซียเอง ซึ่งท้ายที่สุด สหรัฐ รัสเซีย และสหภาพยุโรป น่าจะหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหามากกว่าจะมุ่งเน้นตอบโต้กันด้วยมาตรการคว่ำบาตร หรือมาตรการทางการทหาร ดังนั้น ผลกระทบในเชิงลบต่อตลาด จึงน่าจะจบลงได้ในระยะสั้นดังจะเห็นได้จากสถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มี.ค. หลังจากรัสเซียมีมติให้ถอนกำลังทหารออกมาจากชายแดนยูเครน ก็ทำให้ตลาดหุ้นคลายความกังวลและเด้งกลับมาได้

อย่างไรก็ดี ทางรัสเซียเองยังคงกำลังทหารไว้ในบริเวณเขตปกครองพิเศษไครเมียอยู่ ซึ่งก็จะยังคงกดดันสถานการณ์การลงทุนอยู่เป็นระยะๆ ดังนั้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมา จึงอาจจะเป็นจังหวะเข้าทยอยสะสมการลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะหุ้นในภูมิภาคยุโรปที่ดูจะปรับตัวลงแรงกว่าภูมิภาคอื่น

ด้วยปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของยุโรปเอง ซึ่งได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมา และกำลังเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่บริษัทจดทะเบียนยุโรปเองยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และธนาคารกลางยังแสดงจุดยืนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินหากจำเป็น ล้วนแต่ส่งสัญญาณปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นยุโรป ขณะที่ระดับราคาเอง แม้จะปรับขึ้นมาพอสมควรในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอดีต โดยอัตราส่วน P/E ของดัชนี MSCI Europe ในเดือน ก.พ. อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 16 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่สดใสจากเศรษฐกิจ แต่ระดับราคาปัจจุบันได้ปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยยังไม่มีการปรับฐานลงมาอย่างชัดเจน จึงควรจะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าหากจะเข้าลงทุนในช่วงนี้

สำหรับสินทรัพย์ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ ก็ได้รับอานิสงส์จากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นและหันกลับมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง และผลักดันราคาทองคำขึ้นมาที่เหนือระดับ 1,350 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี หากความกังวลในสถานการณ์การเมืองคลี่คลายแล้ว ราคาทองคำน่าจะอ่อนตัวลงมา เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนในเชิงบวกต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะนโยบายการปรับลดเม็ดเงินในมาตรการ QE ของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลลบต่อทองคำ ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจถือจังหวะที่ราคาปรับขึ้นมาในช่วงนี้ทำการขายและรอเข้าซื้อเมื่ออ่อนตัวลง โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปีนี้ที่ 1,1501,350 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เช่นเดียวกับน้ำมัน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าปัญหาความไม่สงบจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมัน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายก็น่าจะอ่อนตัวลงมา จึงยังไม่ใช่จังหวะที่จะเข้าลงทุนในช่วงนี้

ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวข้างต้นเป็นมุมมองจากสมมติฐานว่าความรุนแรงในยูเครนจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นการคว่ำบาตร หรือสงครามกับรัสเซีย ซึ่งหากท้ายที่สุดสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ตลาดหุ้นก็จะได้รับผลกระทบในเชิงลบมากขึ้น ดังนั้น ผู้ลงทุนที่จะเข้าลงทุนในช่วงนี้ควรเป็นผู้ที่ยอมรับความผันผวนจากการลงทุนได้ในระดับสูง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน