
ค้าปลีกไอทีทรุดปัจจัยลบซัดรายย่อยอ่วม
จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดค้าปลีกไอที โดย “โพสต์ทูเดย์” พบว่า ตลาดค้าปลีกไอทีในศูนย์การค้าไอทีหลัก 3 แห่ง คือ พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า สาขาประตูน้ำ ห้างฟอร์จูน และห้างเซียร์ รังสิต มีจำนวนลูกค้าที่มาเดินจับจ่ายใช้สอยสินค้าไอทีเบาบางมาก ลดลงจากช่วงปกติกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในวันทำงานจันทร์ศุกร์ จากเดิมที่จะมีพ่อค้าแม่ค้าจากต่างจังหวัดเข้ามาซื้อสินค้าไอทีไปจำหน่ายต่อ หรือในวันเสาร์อาทิตย์ ผู้บริโภคก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ที่อยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุมการเมืองและมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น
จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดค้าปลีกไอที โดย “โพสต์ทูเดย์” พบว่า ตลาดค้าปลีกไอทีในศูนย์การค้าไอทีหลัก 3 แห่ง คือ พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า สาขาประตูน้ำ ห้างฟอร์จูน และห้างเซียร์ รังสิต มีจำนวนลูกค้าที่มาเดินจับจ่ายใช้สอยสินค้าไอทีเบาบางมาก ลดลงจากช่วงปกติกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในวันทำงานจันทร์ศุกร์ จากเดิมที่จะมีพ่อค้าแม่ค้าจากต่างจังหวัดเข้ามาซื้อสินค้าไอทีไปจำหน่ายต่อ หรือในวันเสาร์อาทิตย์ ผู้บริโภคก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ที่อยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุมการเมืองและมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น
สำหรับจำนวนร้านค้าในห้างพันธุ์ทิพย์ มีประมาณ 30-40% ที่ไม่เปิดให้บริการ จากการสอบถามร้านค้าโดยรอบ พบว่า มีทั้งที่ปิดกิจการชั่วคราว คือ รู้ว่ามีปัญหาการเมืองและตลาดที่ไม่ได้คึกคักอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะปิดร้านสาขาบางแห่ง และมีบางรายที่ปิดกิจการถาวร เนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายและการสต๊อกสินค้าได้
แหล่งข่าวร้านค้าปลีกไอทีในห้างพันธุ์ทิพย์รายหนึ่ง กล่าวว่า ยอดขายหายไปประมาณ 20-30% อยู่ได้ลำบากมาก เพราะค่าใช้จ่ายยังมีอยู่ ซึ่งทางออก คือ การลดค่าใช้จ่ายเรื่องลูกจ้าง บางร้านมี 23- สาขาในห้างเดียวกันแต่คนละชั้น ก็ปิดไปก่อนเหลือสาขาเดียวแต่ไม่ได้ยกเลิกร้านไปก็มี และการขยายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์เสริม และสินค้ากลุ่มมือถือเข้ามาทดแทนรายได้บางส่วน
ทั้งนี้ สภาวะตลาดค้าปลีกไอที มีการหดตัวมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ประมาณ 15-20% ซึ่งมีสภาพเช่นเดียวกับตลาดค้าปลีกไอทีทั่วโลก รวมถึงเป็นผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ นโยบายรถคันแรก มาแย่งกำลังซื้อของประชาชน อีกทั้งสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมืองและการชุมนุม มีผลต่อกำลังซื้อและบรรยากาศการช็อปปิ้งของผู้บริโภค
ขณะที่ภาพรวมตลาดไอทีคอนซูเมอร์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ไอดีซี บริษัทวิจัยการตลาด ระบุว่า ปีที่ผ่านมาตลาดหดตัวประมาณ 20% และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องมาถึงปีนี้ด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมือง คาดว่าปีนี้ยอดขายตลาดรวมจะอยู่ที่ 2.7 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นเดสก์ท็อปประมาณ 1 ล้านเครื่อง โน้ตบุ๊ก 1.7 ล้านเครื่อง ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มียอดประมาณ 3 ล้านเครื่อง ส่งผลให้การแข่งขันในปีนี้จะหนักขึ้นแน่นอน
จีรวุฒิ วงศ์พิมลพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย เปิดเผยว่า ยิ่งภาพรวมตลาดหดตัวการแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น เพราะทุกแบรนด์ต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและยอดขายเดิมไว้ โดยประเมินจากสถานการณ์แล้ว จะมีบางแบรนด์สินค้าถอยทัพออกจากตลาดไอทีทั่วไป 2-3 ราย ซึ่งต้องจับตาดูให้ดี ขณะที่เลอโนโวถือว่ายังทำได้ดี โดยรักษาตลาดคอมพิวเตอร์และทำตลาดแท็บเล็ตกับสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี
ปฐม อินทโรดม กรรมการ บริหารและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต งานมหกรรมสินค้าไอที เปิดเผยว่า งานคอมมาร์ตยังคงเดินหน้าจัดในวันที่ 20-23 มี.ค.นี้ หลังจากที่หารือกับผู้ผลิตและผู้ค้าในไทยแล้ว มีความจำเป็นต้องจัดงานเพื่อกระตุ้นบรรยากาศการซื้อขายสินค้าไอที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นช่องทางในการระบายสินค้าในสต๊อกออกไป ซึ่งยอดขายแต่ละแบรนด์ชะลอตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ซึ่งเริ่มมีการชุมนุมทางการเมืองแล้ว
“ความเปลี่ยนแปลงของคอมมาร์ตในครั้งนี้คือ ดีลเลอร์ เช่น ซีเอสซี, คอมเซเว่น บานานาไอที, เจ.ไอ.บี., ไอทีซิตี้, แอดไวซ์ และบิ๊กซี จะกลายเป็นผู้ออกบูธหลักในงาน ส่วนแบรนด์ต่างๆ ยังมา แต่จะลดบทบาทลงไปบ้าง เป็นสัญญาณว่างานครั้งนี้จะเห็นการลดราคาไม่ต่ำกว่า 20% เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อแน่นอน” ปฐม กล่าว
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าหากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ในงานคอมมาร์ตจะมีคนมาเดินแน่นอน แต่ยังต้องลุ้นว่าจะมีการซื้อขายมากน้อยแค่ไหน แต่เบื้องต้นน่าจะเห็นเงินสะพัดประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยสินค้าหลักยังคงเป็น โน้ตบุ๊ก, สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต
ด้านธุรกิจของ เออาร์ไอพี ในฐานะผู้จัดงาน ได้มีการปรับโครงสร้างโดยเปลี่ยนไปเน้นงานโครงการภาครัฐ และเป็นผู้ทำสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้พึ่งพิงรายได้จากการจัดงานเป็นหลักแล้ว โดยปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 100%







