posttoday
ส่องอนาคต"คมนาคม" เชื่อมโยงชายแดนทะลุเพื่อนบ้าน

ส่องอนาคต"คมนาคม" เชื่อมโยงชายแดนทะลุเพื่อนบ้าน

27 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

การพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ตอบรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้ว่า ไทยต้องวางแผนแบบรอบด้าน เพราะสถานการณ์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยสิ่งแรกที่ต้องคำนึง คือ การย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการจากประเทศไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้มีการขนส่งสินค้าไปพื้นที่ชายแดนมากขึ้น มีเส้นทางขนส่งตามระเบียงเศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น เส้นทางนิคมอุตสาหกรรม 304 จ.ปราจีนบุรี และนิคมอุตสาหกรรมขอนแก่น เพื่อกระจายสินค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในแผนเดิม

การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในแต่ละพื้นที่ จะเป็นธุรกิจเกิดใหม่และมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมเส้นทางรถไฟกับท่าเรือ รวมถึงการเชื่อมต่อการขนส่งทางถนนสู่พื้นที่เศรษฐกิจ หรือเส้นทางที่ใช้ขนส่งสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งภาครัฐต้องติดตามการพัฒนาของภาคเอกชนควบคู่ไปด้วย

ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2538 ไทยได้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายด้าน โดยไทยถือเป็นศูนย์กลาง 2 ด้าน ได้แก่ การขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นผู้นำของภูมิภาคในแง่ของจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร

ขณะที่การขนส่งทางบก ไทยอยู่ในทำเลที่ดี เชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามได้ อีกทั้งมีโครงข่ายถนนจำนวนมาก เพราะเคยได้รับการช่วยเหลือจากต่างชาติสร้างถนนสายเอเซีย และถนนมิตรภาพ

หากมองในแง่การเคลื่อนย้ายทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่ง ในช่วง 3040 ปีที่ผ่านมา ไทยมีกิจกรรมทางใต้ที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและสิงคโปร์มากกว่าทางเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่การเชื่อมโยงใน 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว มีการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงด้วยกันเองมากกว่าเชื่อมโยงกับประเทศไทย ซึ่ง 2 พื้นที่ดังกล่าวมีการพัฒนาแบบแยกกัน โดยมีไทยอยู่ตรงกลาง ดังนั้นโจทย์สำคัญของการพัฒนาในอนาคต คือ การเชื่อมโยง 2 พื้นที่ดังกล่าวเข้าด้วยกัน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาเส้นทางขนส่งต้องไม่มองเฉพาะแง่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้วย โดยเฉพาะเส้นทางสู่ชายแดน รวมทั้งต้องนำปัจจัยภายนอกเข้ามาพิจารณาด้วย เช่น เส้นทางการเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหากไม่พิจารณาควบคู่กันไป อาจจะเกิดปัญหาการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น เดิมไทยไม่ได้เน้นพัฒนาฝั่งตะวันตกของประเทศมากนัก แต่เมื่อพม่าเปิดประเทศและเริ่มมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น จำเป็นต้องปรับแผนด้วยการสร้างทางหลวงพิเศษไป จ.กาญจนบุรี

เช่นเดียวกันกับการเปิดด่านชายแดนบริเวณช่องประกอบ ไทยมาเลเซีย แต่โครงสร้างทางถนนยังไม่รองรับพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นการพัฒนาจำเป็นต้องพิจารณาจากโครงสร้างบริเวณชายแดนด้วย

สำหรับการขนส่งทางน้ำ สิงคโปร์และมาเลเซียมีศักยภาพสูงมาก ซึ่งไทยจะสามารถได้ประโยชน์ หากรู้จักดำเนินแผนพัฒนาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการขนส่งบริเวณชายฝั่งที่ไทยไม่เคยใช้ประโยชน์จากจุดนี้เลย

ด้าน สุกิจ ปัญจธนศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและวางแผนการขนส่ง อธิบายเส้นทางขนส่งทางบก ว่า โครงข่ายทางหลวงอาเซียนในประเทศไทยมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 6,714 กิโลเมตร มีเส้นทางการขนส่งผ่านแดนระยะทางทั้งหมด 4,477 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งหลักของอาเซียนที่อนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าวิ่งทะลุผ่านกันได้เชื่อมโยงไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย

สำหรับแผนการพัฒนาในอนาคต จะยกระดับการขนส่งทางถนนให้เป็นประตูการค้าหลักระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการเชื่อมโยงทางหลวงพิเศษไปยังพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น ส่งเสริมให้จุดผ่านแดนเป็นเสมือนท่าเรือบก สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนทางหลวงอาเซียน เช่น จุดพักรถ ป้ายสองภาษา ส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัย และใช้มาตรฐานการออกแบบทางหลวงจากมาตรฐานรถอาเซียน

เหล่านี้คือแผนการพัฒนาระบบการขนส่งของไทย ที่จะต้องจับตากันต่อไปว่าประสบความสำเร็จในระดับใด ก่อนการรวมประชาคมอาเซียนในปลายปีหน้า

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก