
เซเว่นฯ ติวเข้ม "โชห่วย" เทคนิครวยอย่างยั่งยืน
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
“โชห่วย” ร้านขายของชำที่กระจายเปิดตัวในชุมชนทั่วไป มีจำนวนผู้จดทะเบียนราว 6 แสนราย และที่ไม่จดทะเบียนคาดรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 9 แสนรายทั่วประเทศ จากที่เคยมีความกังวลว่ากิจการค้าปลีกขนาดเล็กๆ ของคนไทยแบบนี้อาจถูกกลืนหายไป เพราะการเข้ามาของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรดต่างชาตินั้นอาจไม่จริง
ทั้งนี้ จากการเดินสายจัดสัมมนาร้านโชห่วยระดับภูมิภาคของร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 21 แล้วนั้น ที่เรียงรายเข้ามาขยายธุรกิจในไทยตลอดช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ สำนักปฏิบัติการกรุงเทพฯ และปริมณฑล บริษัท ซีพี ออลล์ เล่าว่า จากประสบการณ์ด้านค้าปลีกพบว่าเจ้าของธุรกิจที่เปิดกิจการด้วยความเข้าใจนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ที่เปิดธุรกิจด้วยความชอบหรือตามสูตรใช้เหตุผลในการดำเนินธุรกิจ 80% และใช้อารมณ์อยู่ที่ 20%
ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวในงานสัมมนาร้านโชห่วยระดับภูมิภาค ครั้งที่ 21 หัวข้อ “ทำโชห่วยให้รวยอย่างยั่งยืน” ว่าพร้อมทั้งเสนอแนะว่า ธุรกิจร้านค้าปลีกชุมชน หรือโชห่วย ในปัจจุบันควรหันมาให้ความสำคัญในการนำระบบบริหารค้าปลีกสมัยใหม่ เข้ามาปรับใช้กับการทำธุรกิจ เพื่อตอบรับพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้าของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนรุ่นเดิม
นริศ ยกตัวอย่างการบริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่ง
ขณะเดียวกันยังเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกิจการค้าปลีกชุมชนของคนไทย เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน(เออีซี) ที่กำลังจะมาถึงในปี 58 นี้ด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ด้านค้าปลีกพบว่า เจ้าของธุรกิจที่เปิดกิจการด้วยความเข้าใจนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ผู้ที่เปิดธุรกิจด้วยความชอบ หรือตามสูตรใช้เหตุผลในการดำเนินธุรกิจ80% และใช้อารมณ์อยู่ที่ 20%
พร้อมกันนี้ ยังได้ไขความสำเร็จการบริหารธุรกิจร้าน เซเว่นอีเลฟเว่น ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการเกือบ 7,500 สาขา กระจายอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศ กลยุทธ์หนึ่งที่นำมาใช้ เรียกว่า “เอส เคิร์ฟ” (S Cruve) หรือการต้องรู้จักวงจรชีวิตสินค้า หรือพีแอลซี (PLCProduct Life Cycle Curve) เริ่มตั้งแต่ 1.การแนะนำสินค้า (อินโทรดักชั่น) 2.การเจริญเติบโต (โกรท) 3.การอิ่มตัว (มาทัวริตี้) และ 4.การถดถอย (ดีคลายน์) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสินค้าแต่ละตัวมีการหมุนเวียนในการขายเป็นไปอย่างไร
“หากสินค้าตัวไหนอิ่มตัวแล้วก็ต้องดึงออกมา แล้วใส่สินค้าตัวใหม่เข้าไปจำหน่าย ซึ่งกลยุทธ์สินค้าใหม่ถือเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจค้าขาย โดยเฉพาะโชห่วยหรือร้านค้าปลีก” นริศ กล่าว
ปัจจุบัน ร้านเซเว่นฯ ขนาด 2 คูหา จะมีสินค้าหมุนเวียนจำหน่ายทั้งสิ้น 2,200 รายการ และจะคัดสินค้าออก 50 รายการทุกสัปดาห์ หรือ 200 รายการทุกเดือน จากนั้นก็จะนำสินค้าจำนวน 200 รายการใหม่ใส่เข้าไปทุกๆ เดือน ทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ของแห้งจะวาง 2 เดือน ส่วนของสดวางจำหน่าย 2 สัปดาห์ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะพบว่าสินค้าใหม่จำนวน 100 รายการที่ใส่เข้าไปนั้น จะมีอัตราการรอดชีวิต หรือได้รับความนิยมอย่างเก่ง 3 รายการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงการดำเนินธุรกิจร้านเซเว่นฯในช่วงที่ผ่านมา ถึงขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี52จนถึงปัจจุบันคือ การปรับตำแหน่งทางการตลาดจากร้านสะดวกซื้อ(คอนวีเนียนซ์ สโตร์) มาเป็นร้านอิ่มสะดวก(คอนวีเนียนซ์ ฟู้ด สโตร์) เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากร้านค้าปลีกดั้งเดิม (โชห่วย) ให้สามารถดำเนินธุรกิจและอยู่ร่วมกันได้ในชุมชนเดียวกัน
นอกจากนี้ ร้านเซเว่นฯ ยังใช้แนวทางการบริหารสินค้า โดยตัดสินค้าที่ลูกค้าไม่ต้องการออกไป และคัดสินค้าที่ลูกค้าต้องการให้เข้ามาอยู่ในตะกร้า พร้อมสั่งสินค้าที่ตรงและเหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้การสั่งสินค้า ตามกฎ Pareto (20:80) คือ ลูกค้าจำนวน 20% สร้างยอดขาย 80% และสินค้าจำนวน 20% สร้างยอดขาย 80%
อย่างไรก็ตาม นริศแนะนำข้อควรระวังว่าอย่าตัดกลุ่มสินค้าที่ถูกจัดอันดับยอดขายล่างๆ ออกไป จนขาดความหลากหลายสินค้าที่จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาในร้าน จากนั้นทยอยจับข้อมูลหลายๆ รอบ โดยทยอยตัดสินค้าในกลุ่มล่างๆ ในตัวที่ลูกค้าไม่ต้องการออกไป และเพิ่มกลุ่มสินค้าที่มียอดขายลำดับต้นๆ ให้มากขึ้น ยอดขายก็จะทยอยเติบโตอย่างมั่นคง
ขณะเดียวกัน ให้เพิ่มความระมัดระวังในการสั่งสินค้าภายใต้สูตร F+MI = O คือ F = Forcast (ว่าจะขายดี/ไม่ดีในอนาคต) M = Minimum Stock (เพื่อพอขายได้กี่วัน จนกว่าของใหม่มาส่ง) I = Inventory (นับ Stock คงเหลือก่อนสั่ง) O = Order (ยอดสั่งที่ถูกคำนวณแล้ว) ซึ่งแนวทางการบริหารร้านค้าปลีกที่อาศัยหลักการหรือระบบเข้ามาจับ จะทำให้ร้านโชห่วยดั้งเดิม การบริหารกิจการในรูปแบบมืออาชีพได้มากขึ้น
จากที่กล่าวข้างต้น เป็นเพียงเทคนิคการบริหารธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ฉบับย่อ ที่เจ้าของธุรกิจร้านค้าโชห่วย โดยเฉพาะทายาทคนรุ่นใหม่ ที่สนใจรับช่วงต่อกิจการ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน หากเจ้าของกิจการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยก็สามารถนำพาธุรกิจเล็กๆ แบบนี้ให้อยู่รอดได้แบบยั่งยืน







