posttoday
ญี่ปุ่นหนีลงทุนไทย

ญี่ปุ่นหนีลงทุนไทย

31 มกราคม 2557

ย้ายฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ไปอินโดฯเหตุการเมืองขาดเสถียรภาพ

ย้ายฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ไปอินโดฯเหตุการเมืองขาดเสถียรภาพ

ญี่ปุ่นเตรียมย้ายฐานการผลิตรถยนต์ไปอินโดนีเซีย หลังการเมืองในไทยวุ่น

ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวโน้มนักลงทุนญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่จากประเทศไทยไปอินโดนีเซีย โดยล่าสุดได้รับข้อมูลว่าได้ย้ายไปแล้ว 1 รุ่น ภายหลังไม่มั่นใจสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนจากญี่ปุ่นอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างการจับตามองสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาตัดสินใจว่าจะย้ายฐานการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่

“ปลายปีที่แล้วผมได้เดินทางไปร่วมหารือกับนักลงทุนญี่ปุ่น เพื่อเชิญชวนให้มาลงทุนในไทย โดยเน้นถึงความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ล่าสุดพบว่ามีนักลงทุนบางรายที่ตัดสินใจย้ายโครงการใหม่ไปที่อินโดนีเซียแล้ว” ร.อ.สุทธินันท์ กล่าว

ทั้งนี้ ยอมรับว่าอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วงมากสุดในขณะนี้ คือ ยานยนต์ เพราะตามปกติรถยนต์รุ่นใหม่จะต้องมาผลิตที่ประเทศไทย แต่ขณะนี้ได้เริ่มย้ายไปผลิตประเทศอื่นแทน

ร.อ.สุทธินันท์ กล่าวว่า การลดลงของการลงทุนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของท่าเรือแหลมฉบังโดยตรง เพราะหากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมาก การนำเข้าและส่งออกสินค้าก็จะมากขึ้นตามไปด้วย แต่หากการลงทุนลดลง เศรษฐกิจเติบโตน้อย ก็จะส่งผลให้การส่งออกสินค้าลดลงด้วย

สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ตั้งเป้าหมายนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านทางท่าเรือแหลมฉบังเติบโตกว่าปีที่แล้วประมาณ 3% หรือหากได้ 5% จะดีมาก ถึงแม้จะเป็นตัวเลขการเติบโตต่ำกว่าระดับปกติที่จะมีการเติบโตประมาณ 8% ต่อปีก็ตาม แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่มีสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นตัวเลขที่เติบโตได้ระดับนี้ จึงถือว่าไม่ต่ำจนเกินไป ส่วนปีที่แล้วมีการเติบโตประมาณ 2.5% เท่านั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

ขณะที่จำนวนสินค้าที่ขนผ่านท่าเรือแหลมฉบังมีประมาณ 6 ล้านทีอียูต่อปี จากขีดความสามารถที่รองรับได้ทั้งหมด 11 ล้านทีอียูต่อปี โดยประเมินไว้ว่าจะเต็มขีดความสามารถประมาณปี 25682570

อย่างไรตาม กทท.ได้วางแผนเตรียมขยายท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ไว้รองรับเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคต เพราะการวางแผนและก่อสร้างจะต้องใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ โดยอย่างช้าการก่อสร้างจะต้องเริ่มในปี 2564

“การก่อสร้างท่าเรือจะต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานาน เพราะต้องละเอียดในทุกด้าน ส่วนการก่อสร้างจริงจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี ดังนั้นจึงต้องเตรียมดำเนินการไว้ล่วงหน้า เพราะไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าการขนส่งสินค้าจะเต็มขีดความสามารถในปีที่กำหนดจริงหรือไม่ หากในอนาคตเศรษฐกิจดีขึ้น ก็อาจเต็มเร็วกว่ากำหนดก็ได้” ร.อ.สุทธินันท์ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ก็ได้แจ้งผลกระทบจากการส่งออกสินค้าที่ลดลง เนื่องจากคำสั่งซื้อลูกค้าต่างประเทศชะลอตัว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน