
ภาคส่งออกไทยไม่สดใส
เศรษฐกิจของไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญ แต่หลังจากที่สหรัฐปรับลดการอัดฉีดเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง จากแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดีขึ้น แต่การส่งออกไทยไปสหรัฐไม่ดีตามไปด้วย ค่าเงินบาทอ่อนค่าไม่หนุนการส่งออก เพราะอ่อนค่าทั้งภูมิภาค
เศรษฐกิจของไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญ แต่หลังจากที่สหรัฐปรับลดการอัดฉีดเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง จากแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดีขึ้น แต่การส่งออกไทยไปสหรัฐไม่ดีตามไปด้วย ค่าเงินบาทอ่อนค่าไม่หนุนการส่งออก เพราะอ่อนค่าทั้งภูมิภาค
อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐมีมติลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีลง โดยจะลดการซื้อสินทรัพย์อีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ลงมาเหลือเดือนละ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่00.25% ต่อไป
เฟดให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านๆ มา แม้อัตราการว่างงานจะลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น ขณะที่ตลาดบ้านเราฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ มาตรการทางการคลังแม้จะไม่เอื้อหนุนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก แต่่แรงกดดันดังกล่าวกลับลดลง นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของทางคณะกรรมการนั้น
สำนักวิจัยมองว่า แม้ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวได้ดีและอาจโตได้ราว 3% แต่การส่งออกของไทยไปสหรัฐในปีนี้ไม่น่าจะเติบโตได้ดี เพราะสหรัฐฟื้นตัวจากภาคการผลิตมากกว่าภาคการบริโภค
ขณะที่ประเทศไทยเราส่งออกสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งความต้องการของตลาดโลกลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่เทคโนโลยีสูงขึ้น แต่ไทยไม่มีความสามารถในการแข่งขัน หรือพูดง่ายๆ คือผลิตได้ไม่ดี เช่น สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต
นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เด่นพอที่จะผลิตสินค้าทุนเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิตของสหรัฐ แม้แต่แผงวงจรไฟฟ้าของเราก็ไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่าประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน
ดังนั้น การส่งออกของไทยในปีนี้ แม้จะดีกว่าปีที่แล้วแต่ก็จะไม่สดใสมากนัก หากผู้ส่งออกไทยยังไม่สามารถปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกได้
ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยการส่งออกได้ไม่มากนัก เพราะการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค กล่าวคือ เราไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าประเทศคู่แข่งมากนัก ซึ่งการถอนมาตรการคิวอีน่าจะกระทบประเทศในภูมิภาคนี้พอๆ กัน
ที่น่ากังวลคือ ปัจจัยในประเทศที่อาจกดดันให้เกิดเงินไหลออกได้ เช่น ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ หรืออันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจส่งผลให้เกิดเงินไหลออก และทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้มากกว่าประเทศอื่น ซึ่งแม้จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ แต่ก็จะมีนักลงทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อน
อย่างไรก็ดี สำนักวิจัยซีไอเอ็มบี ไทย ไม่ได้มองว่าเงินบาทจะอ่อนค่ามากนัก เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ลดลงไม่ได้เป็นผลดีต่อความต้องการสินค้านำเข้าประเภทสินค้าทุนเพื่อใช้ในภาคการผลิต ดังนั้น ความต้องการเงินเหรียญสหรัฐอาจมีไม่มากนัก และน่าจะส่งผลให้เงินบาทไม่อ่อนค่าแรงเกินไป โดยคาดว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในปลายไตรมาสแรกจองปีนี้
“เศรษฐกิจไทยไม่อาจหลีกพ้นจากปัญหาวิกฤตเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้ โดยเมื่อเทียบเงินสำรองระหว่างประเทศในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2556 จะพบว่า เงินสำรองระหว่างประเทศเราลดลงราว 7% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าราว 10% เทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าเราต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินอีก ไม่ใช่เพียงจากการลดมาตรการคิวอี แต่จากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติ โดยอาจไม่ได้มองพื้นฐานเศรษฐกิจไทย แต่อาจเหมารวมทั้งตลาดเกิดใหม่ก็เป็นได้” อมรเทพ กล่าว
สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐนั้น สำนักวิจัยมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐมีมุมมองต่อเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่คาดว่าอัตราการว่างงานจะต่ำกว่าระดับ 6.5% ได้ในปีนี้ ซึ่งน่าจะเพิ่มมุมมองว่าทางสหรัฐจะหยุดมาตรการคิวอีในช่วงกลางปี
อย่างไรก็ตาม เฟดจะไม่รีบร้อนลดคิวอีแต่น่าจะเป็นการทยอยลดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา จึงไม่น่ากระทบต่อเสถียรภาพตลาดเงินโลกมากนัก โดยทางสำนักวิจัยมองว่า ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลงไม่ได้มาจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ และเป็นการลดลงจากเหตุผลที่ผิด คือมาจากการที่คนออกนอกตลาดแรงงานมากขึ้น โดยอัตราการมีส่วนร่วมในการทำงาน (Labor Force Participation Rate) ลดลงต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน กล่าวคือมีแรงงานจำนวนมากที่ออกนอกตลาดแรงงานไปหลังจากที่ไม่สามารถหางานได้มาระยะเวลาหนึ่ง
ขณะเดียวกัน จำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ กลับไม่ได้มีมากเช่นในช่วงก่อนหน้า
“หากถามว่าทำไมต้องลดคิวอีต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ตลาดแรงงานสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ขณะนี้สหรัฐกลับมามีความเสี่ยงเรื่องภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยอีกครั้ง โดยเป็นที่น่ากังวลว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ถูกกดให้อยู่ในระดับที่ต่ำเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรได้ อีกทั้งที่ผ่านมาตลาดที่อยู่อาศัยยังคงส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างต่ำก็ตาม” อมรเทพ กล่าวสรุป
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 10% การค้าระหว่างไทยและสหรัฐมีมูลค่า 3.63.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐประมาณ 2.27-2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นำเข้าจากสหรัฐ 1.12-1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในแต่ละปีไทยได้ดุลการค้าสหรัฐประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ







