posttoday
เรียนรู้พฤติกรรมการเงินจากการเมือง

เรียนรู้พฤติกรรมการเงินจากการเมือง

30 มกราคม 2557

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ในรายการปฏิบัติการพลิกชีวิต Money Makover ทางช่อง FM101 ช่วง 11.0511.35 น. ก็ได้แชร์การสังเกตเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยอาศัยหลักจิตวิทยาทางการเงิน ซึ่งก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับพวกเรานำไปใช้สังเกต ป้องกัน และตัดสินใจอย่างถูกต้องเหมาะสมสำหรับการลงทุนต่อไป เมื่อพูดออกรายการวิทยุไปแล้ว ก็อยากนำมาเสนอในบทความคอลัมน์นี้ด้วย เผื่อสำหรับท่านที่พลาดไม่ได้ฟังรายการดังกล่าวครับ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ในรายการปฏิบัติการพลิกชีวิต Money Makover ทางช่อง FM101 ช่วง 11.0511.35 น. ก็ได้แชร์การสังเกตเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยอาศัยหลักจิตวิทยาทางการเงิน ซึ่งก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับพวกเรานำไปใช้สังเกต ป้องกัน และตัดสินใจอย่างถูกต้องเหมาะสมสำหรับการลงทุนต่อไป เมื่อพูดออกรายการวิทยุไปแล้ว ก็อยากนำมาเสนอในบทความคอลัมน์นี้ด้วย เผื่อสำหรับท่านที่พลาดไม่ได้ฟังรายการดังกล่าวครับ

Over Confidence เหตุแห่งความหายนะ ผมขอถามพวกเราสักคำถามหนึ่งนะครับ “เหตุการณ์อะไรคือตัวจุดชนวนของความไม่สงบทางการเมืองขณะนี้ จนทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่แม้จะครองเสียงข้างมาในสภา ยังต้องประกาศยุบสภาเลย?” คำตอบคงเป็น “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย” ที่ลักหลับดันกันออกมาได้ตอนตี 4 เราลองมาวิเคราะห์กันดูนะครับว่า ทำไมพรรคร่วมรัฐบาลถึงกล้าดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยนี้ออกมา ทั้งที่คนไม่เห็นด้วยมากมายเพราะขัดกับหลักความยุติธรรมอย่างรุนแรง สาเหตุผมว่าน่าจะเป็นเพราะความมั่นใจมากเกินไป (Over Confidence) นี่แหละครับ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะผลักดันกฎหมายอะไรก็ตาม เช่น จำนำข้าว มาตรา 190 ที่มา สว. ฯลฯ แม้จะมีคนไม่เห็นด้วย แต่กระแสการคัดค้านก็ไม่รุนแรง ทำให้รัฐบาลเองก็เกิดความมั่นใจว่า ครั้งนี้ก็ไม่น่ามีกระแสคัดค้านรุนแรงเช่นกัน เมื่อเกิด Over Confidence สิ่งหนึ่งที่จะตามมา ก็คือ The Illusion of Control คือ เกิดการประเมินความไม่แน่นอนในอนาคตต่ำไป เชื่อว่าสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่มากระทบได้ ผมก็คาดเดาว่า รัฐบาลเองก็คงประเมินเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคตต่ำไปเช่นกัน เชื่อว่ากระแสการปลุกมวลชนน่าจะเป็นฟืนเปียกปลุกไม่ขึ้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา กว่ารัฐบาลจะรู้ตัวว่าคิดผิด ก็สายเกินแก้เสียแล้ว

ในด้านการลงทุนก็เช่นกัน ตอนที่ตลาดหุ้นบูมๆ เป็นตลาดกระทิง นักลงทุนหลายคนกลายเป็นเซียนหุ้นกันหมด Volume ซื้อขายวันๆ หลายหมื่นล้านบาท คนที่เล่นหุ้นส่วนใหญ่จะยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนคนที่เล่นทองช่วงกระทิงที่ผ่านมา เมื่อทุกคนได้กำไรจากหุ้นกันมาก ก็เกิด Overconfidence ว่าตัวเอง ที่ทำกำไรได้เยอะเพราะฝีมือล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับตลาดเลย และก็เกิด The Illusion of Control คิดว่าตลาดไม่น่าจะลงมาก ถึงลงก็ออกจากตลาดทัน กว่าจะรู้ตัวว่า เราไม่ได้เก่งจริง พอร์ตก็ขาดทุนไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว กลายเป็นนักลงทุนระยะยาว (เพราะติดดอย) อย่างแท้จริง

Overconfidence หากพูดง่ายๆ ก็คือ ความประมาท นั่นเองพุทธศาสนสุภาษิตมีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เย ปมตฺตา ยถา มตา”ผู้ประมาทเหมือนคนตายแล้ว เมื่อไหร่ที่เราประมาท เราก็เตรียมพบความหายนะได้เลย ขนาด Warren Buffett กูรูการลงทุนของโลกยังเคยกล่าวเตือนนักลงทุนทั้งหลายเลยว่า “จงกล้าตอนที่คนอื่นกลัวจงกลัวตอนที่คนอื่นกล้า”

Status Quo Bias เหตุผลของไทยเฉย หากเราลองมองย้อนไปช่วงก่อนการเกิดกระแสมวลมหาประชาชน คนไทยส่วนใหญ่เป็นพวกไหน ฝั่ง กปปส. หรือฝั่งรัฐบาล ถ้าถามผม ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่น่าจะเป็นพวก “ไทยเฉย” ครับ แล้วเราลองมาทายกันดูมั้ยครับว่าพวก “ไทยเฉย” ส่วนใหญ่เป็นพวกไหนระหว่างไม่สนใจการเมือง เป็นกลาง เป็นฝั่ง กปปส. หรือฝั่งรัฐบาล ถ้าเอาคำตอบจริงๆ คงต้องทำวิจัยกันล่ะ แต่จากที่ผมได้คุยกับพวก “ไทยเฉย” หลายๆ คน เชื่อมั้ยครับ ทุกคนมีความคิดและจุดยืนทางการเมืองกันทั้งนั้น คนที่บอกว่าเป็นกลางหรือไม่สนใจการเมือง จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย และในเมื่อเป็นคนที่มีจุดยืนทางการเมือง แล้วทำไมไม่แสดงออก ก็เพราะการมีจุดยืนทางการเมืองกับการแสดงออกทางการเมืองเป็นคนละเรื่องกันครับ ตรงนี้แหละครับที่ตรงกับพฤติกรรมทางการเงินที่เรียกว่า Status Quo Bias คือ คนเรามีแนวโน้มที่จะไม่เปลี่ยนความเคยชิน เว้นแต่ว่ามีแรงกระตุ้นที่มากพอ กรณีคนที่เป็น “ไทยเฉย” (ผมเองก็เป็น“ไทยเฉย”) เขาพึงพอใจที่จะติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่พึงพอใจที่จะออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง แต่เมื่อมีแรงกระตุ้นที่มากพอ ซึ่งกรณีของการเมือง ก็คือ “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย” ก็ทำให้ “ไทยเฉย” เปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินจากการอยู่เฉยๆ เป็น “ไทยไม่เฉย”

ในด้านการเงินก็เช่นกัน ถ้าถามว่าเงินออมส่วนใหญ่ของพวกเราตอนนี้เก็บออมไว้ที่ไหนอะไรมากที่สุด ระหว่างเงินฝากออมทรัพย์เงินฝากประจำ กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ เชื่อมั้ยครับ สมัยก่อนคนส่วนใหญ่จะเก็บเงินออมส่วนใหญ่เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั้งที่ดอกเบี้ยก็แสนจะต่ำ (ส่วนใหญ่ไม่ถึงบาท) และที่แปลกกว่านั้นก็คือ ส่วนใหญ่ฝากออมทรัพย์แต่กลับไม่ค่อยถอน ในช่วงนั้นผมเองเคยพยายามแนะนำลูกค้า คนรู้จักหลายๆ ท่านให้เปลี่ยนมาออมในกองทุนรวมแทน เพราะมีหลากหลายนโยบายการลงทุนให้เลือกตามความเหมาะสม ที่สำคัญไม่เสียภาษี อย่างกองทุนตลาดเงินบางกองที่เน้นลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลก็ยังให้ผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ ความเสี่ยงก็ต่ำ แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ จนเมื่อมีเรื่องสถาบันคุ้มครองเงินฝากเกิดขึ้นว่าจะค้ำประกันเงินฝากเหลือแค่ธนาคารละ 1 ล้านบาทเท่านั้น ก็ทำให้หลายคนเริ่มหันมาศึกษาการลงทุนอื่นๆ กันมากขึ้น นี่ก็เป็นตัวอย่างของ Status Quo Bias โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ แรงกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินเปลี่ยนความเคยชิน

วันนี้ขอยกตัวอย่างแค่ 2 อันพอนะครับ ครั้งหน้าว่ากันต่อครับ

สุดท้ายขอฝากหนังสือ “กลยุทธ์ภาษี เรื่องง่ายๆ ใกล้คุณ”ซึ่งอธิบายหลักการ เหตุผลของกลยุทธ์และเทคนิคการวางแผนภาษีต่างๆ ที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ อ่านแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้วางแผนภาษีด้วยตัวเองได้ สนใจหาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ หรือถ้าซื้อ online ก็ได้หลายที่ครับ เช่น www.chulabook.com, www.b2s.co.th, www.booksmile.co.th, www.naiin.com ครับ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน