
จับตาอุตฯเกิดใหม่พลิกโฉมอาเซียน
ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
“อาเซียน” ภูมิภาคที่เป็นแหล่งการผลิตในหลายอุตสาหกรรมของโลก เพราะมีทรัพยากรสมบูรณ์ มีแรงงานจำนวนมาก และมีต้นทุนแรงงานที่ถูกหากเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่การผลิตในปัจจุบันต้องแข่งขันกันพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการชั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดทำดัชนีวัดความพร้อมของบริษัทไทยในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย การดี เลียวไพโรจน์ ผู้วิจัย ได้ศึกษาการพัฒนาปัจจัยการผลิตที่สำคัญของอาเซียนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนในอาเซียน
อุตสาหกรรมเกิดใหม่อันดับแรก คือ อุตสาหกรรมยานยนต์เพื่ออนาคต ที่ผ่านมาไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ป้อนสู่ตลาดโลกมากเป็นที่ 1 ของอาเซียน แต่ทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ฐานการผลิตยานยนต์แห่งใหม่อยู่ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีแรงงานมากและมีตลาดขนาดใหญ่ ล่าสุดโตโยต้าเพิ่งเปิดโรงงานแห่งที่ 4 ที่เมืองคาราวัง ทำให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตอันดับ 2 และอาจขยับเป็นที่ 1 แทนไทย
ขณะที่มาเลเซียมีปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนด้านยานยนต์ไฮบริด เช่น การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งเป็นนโยบายดึงดูดการลงทุนนักลงทุนต่างชาติ มาเลเซียจึงนับเป็นอีกประเทศที่จะกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญจากการสนับสนุนของภาครัฐ
ต่อมา คือ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อุปกรณ์สื่อสาร ในธุรกิจนี้ค่าแรงเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ขณะนี้เวียดนามได้กลายเป็นฐานการผลิตโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่ส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก เพราะมีค่าแรงต่ำและการส่งสินค้าออกจากเวียดนามสะดวก โดยเฉพาะการส่งออกไปญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน
การผลิตโทรศัพท์มือถือของเวียดนามมีคลัสเตอร์อยู่ที่ปริมณฑลของกรุงฮานอย มีโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือของซัมซุงเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่อันดับ 2 รองจากที่เกาหลีใต้ และกำลังสร้างโรงงานแห่งที่ 2 อีกทั้งยังมีบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่างโนเกียไปลงทุนก่อสร้างโรงงาน ส่งผลให้ขณะนี้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกสมาร์ทโฟนและส่วนประกอบเป็นอันดับ 7 ของโลก ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 22 โดยการส่งออกโทรศัพท์มือถือจะทำรายได้เกินกว่าการส่งออกเสื้อผ้าและสิ่งทอที่เคยเป็นสินค้าส่งออกมากที่สุดของประเทศ
อีกอุตสาหกรรม คือ พลังงานทดแทน ที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประเมินว่า ระหว่างปี 2554-2563 อาเซียนจะลงทุนด้านพลังงานทดแทนประมาณ 7.14 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ทั้งนี้ฟิลิปปินส์มีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฮโดรเจน ขณะที่ไทยมีศักยภาพในพลังงานชีวมวล อินโดนีเซียมีพลังงานความร้อนใต้พิภพ มาเลเซียมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เวียดนามพลังงานลม และสิงคโปร์มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์
นอกจากนี้ อาเซียนยังโดดเด่นในภาคบริการ โดยประเทศที่มีบทบาทในธุรกิจบริการจ้างเหมา คือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรายได้หลักมาจากภาคบริการรองจากสิงคโปร์ เพราะฟิลิปปินส์มีแรงงานภาคบริการที่ทำงานอยู่ในประเทศและมีทักษะภาษาอังกฤษดี ประเทศตะวันตกจึงนิยมจ้างงานในธุรกิจประเภทให้บริการข้อมูลลูกค้าทางโทรศัพท์หรือคอลเซ็นเตอร์
ปัจจุบันฟิลิปปินส์มีธุรกิจให้บริการคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 1,000 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงมะนิลา และฟิลิปปินส์ได้ก้าวเป็นประเทศผู้นำในธุรกิจคอลเซ็นเตอร์นำหน้าอินเดียที่เคยเป็นผู้นำในธุรกิจดังกล่าว โดยมีแรงงานในธุรกิจนี้ 4 แสนคน และคาดว่าในปี 2559 จะมีการจ้างงานกว่า 8 แสนคน







