
กรมชลฯเตือนน้ำลุ่มไม่พอทำนาปรังรอบ2
“ยุคล” ประชุมวางแผนเกษตรกรรับมือผลกระทบช่วงหน้าแล้ง ด้านกรมชลฯ ยันปริมาณน้ำลุ่มไม่พอทำนาปรังรอบ 2
“ยุคล” ประชุมวางแผนเกษตรกรรับมือผลกระทบช่วงหน้าแล้ง ด้านกรมชลฯ ยันปริมาณน้ำลุ่มไม่พอทำนาปรังรอบ 2
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเตรียมแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในช่วงฤดูแล้งปี 2557 ว่า กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ พบว่า แม้ว่าปริมาณน้ำเก็บกักในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างทั่วประเทศค่อนข้างมากและไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เนื่องจากอ่างเก็บน้ำฯ 2 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณในเขื่อนอยู่ที่ 52% และ 62% จึงทำหนังสือชี้แจงถึงสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดในเขตลุ่มเจ้าพระยาไปแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้เกษตรกรจะมีการปลูกพืชฤดแล้งเกินแผนที่กำหนดไว้ โดยข้าวนาปรังในเขตชลประทานปัจจุบันมีการปลูกจริงถึง 5.32 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 183% จากแผนที่กำหนดไว้ 2.9 ล้านไร่ ขณะที่นาปรังนอกเขตชลประทาน มีการปลูกจริง 2.35 ล้านไร่ จากแผนกำหนดไว้ที่ 1.84 ล้านไร่ ทางกรมชลประทานยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ และเกิดผลกระทบกับเกษตรกรให้น้อยที่สุดจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวในสิ้นเดือนมกราคมนี้
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ยังมีความกังวลว่าจะมีเกษตรกรทำนาปรังรอบสองต่อเนื่องนั้น จะส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์การประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เนื่องจากกรมชลประทานได้มีการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำล่วงหน้าแล้วว่าไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรได้อย่างแน่นอน เพราะต้องมีการสำรองน้ำต้นทุนเพื่อเตรียมใช้ในฤดูเพาะปลูกในช่วงต้นฤดูฝนหากเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง
นายยุคล กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษจตรกรที่ได้รับผลกระทบในช่วงฤดูแล้งซึ่งในปีนี้ถือว่าเป็นแล้งปกติว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าวได้เตรียมแผนรองรับให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัดสามารถมีรายได้ในช่วงที่ไม่มีน้ำ โดยจัดให้มีโครงการฝึกอบรมอาชีพ หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชอายุสั้นทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยเตรียมของบกลางช่วยเหลือจำนวน 45 ล้านบาท เกษตรกรจำนวน 21,000 ราย
ด้านนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์ในลุ่มเจ้าพระยาในปีนี้ถือว่าต้องมีการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือภาคเกษตรเท่านั้น แต่ต้องคำนวณปริมาณน้ำให้เพียงพอเพื่อไม่ให้กระทบถึงระบบนิเวศน์ การอุปโภคบริโภค ภาคอุตสาหกรรม และใช้เพื่อการผลักดันน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง ที่อาจจะส่งผลกระทบถึงการทำน้ำปะปาด้วย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทางรัฐบาลทราบ เพราะหากเกษตรกรจะมีการทำนาปรังรอบสองนั้นกรมชลประทานไม่มีน้ำสนับสนุนแน่นอน







