posttoday
ตั้งฐานป้อนความหวานธุรกิจน้ำตาลไทยพร้อมสู้

ตั้งฐานป้อนความหวานธุรกิจน้ำตาลไทยพร้อมสู้

27 มกราคม 2557

ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้มแข็ง และพร้อมออกไปขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามียักษ์ใหญ่ของวงการหลายรายได้เข้าไปวางรากฐานในต่างประเทศแล้ว หนึ่งในนั้นคือ น้ำตาลขอนแก่น

จำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น หรือเคเอสแอล เล่าว่า บริษัทได้ลงทุนเปิดโรงงานน้ำตาลที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อส่งออกน้ำตาลไปยังสหภาพยุโรป (อียู) และปัจจุบันบริษัทกำลังวางแผนขยายตลาดในกัมพูชาเพิ่มเติมควบคู่กับการส่งออก โดยจะเริ่มตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

บริษัทจะใช้น้ำตาลยี่ห้อเคเอสแอลเจาะตลาดกัมพูชา ซึ่งจะเป็นน้ำตาลทรายขาวบรรจุ 50 กิโลกรัมต่อถุง มีกลุ่มตลาดเป้าหมายหลัก คือ ตลาดสด ผู้บริโภคทั่วไป ร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งทางบริษัท จะกระจายสินค้าผ่านช่องทางผู้ค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) ในกัมพูชาที่ทำงานร่วมกันมาอยู่แล้ว โดยให้ยี่ปั๊วกระจายสินค้าต่อไปยังผู้ค้าปลีก (ซาปั๊ว) คล้ายกับระบบของไทยเพื่อเข้าสู่มือผู้บริโภค

สำหรับตลาดน้ำตาลในกัมพูชาปัจจุบัน ราคาขายปลีกจะสูงกว่าในเมืองไทย เพราะส่วนใหญ่จะนำเข้าจากไทย และเมื่อรวมค่าขนส่งจะทำให้ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 2627 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาไทยอยู่ที่ 23 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ กัมพูชายังไม่ได้ควบคุมราคาขายน้ำตาล ซึ่งต่างจากประเทศไทย

ในแง่ของกำลังการผลิตของโรงงานในประเทศกัมพูชานั้น จำรูญ ขยายความว่า ขณะนี้เดินเครื่องผลิตที่ 2 แสนตัน จากกำลังการผลิตเต็มที่ 34 แสนตัน ซึ่งเป็นการผลิตได้เพียงครึ่งเดียวของกำลังการผลิตทั้งหมด เนื่องจากการเดินเครื่องยังมีปัญหาเรื่องระบบสาธารณูปโภค แรงงาน การปลูกอ้อยที่ยังไม่ดีพอ ทำให้อ้อยที่เข้าสู่โรงงานยังมีคุณภาพไม่คงที่ ซึ่งบริษัทพยายามแก้ปัญหาด้วยการเข้าไปปรับปรุงดินเพื่อการปลูกอ้อยใหม่ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ได้ปรับการผลิตให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้เหมาะสมกับท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนในประเทศกัมพูชาจะได้รับสิทธิประโยชน์อีบีเอ (Everything But Arms) เพื่อส่งออกน้ำตาลไปอียู บริษัทได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อย 1.2 แสนไร่ อายุสัมปทาน 90 ปี แต่รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากกัมพูชายกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 5 ปี ส่วนด้านศักยภาพการผลิต หากมีการพัฒนาเต็มพื้นที่ คาดว่าจะผลิตอ้อยได้ประมาณ 8 แสนตันอ้อยต่อปี นำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลได้ประมาณ 8 หมื่นตัน

นับถึงตอนนี้ นอกจากลงทุนในกัมพูชาแล้ว บริษัทยังมีโรงงานน้ำตาลในประเทศลาว ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมีกำลังการผลิตประมาณ 3 แสนตัน มีรายได้รวมไม่ถึง 5% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายลงทุนในประเทศพม่า ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ตอนนี้ปัจจัยต่างๆ ยังไม่เอื้อต่อการลงทุน เพราะ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าการผลิตในเมืองไทย ระบบสาธารณูปโภคยังไม่พร้อม หากไปลงทุนต้องสร้างใหม่เองทั้งหมด และพม่ายังไม่มีสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ ในการส่งออกไปยังประเทศอื่น

ขณะที่กฎระเบียบด้านการลงทุนก็ยังไม่เอื้อต่อ ผู้ประกอบการเท่าที่ควร การค้าขายน้ำตาลในพม่าส่วนใหญ่ยังนำเข้าจากไทย โดยนำเข้าไปขายด้วยราคาของน้ำตาลโควตา ค. (น้ำตาล เพื่อการส่งออก) หรือในระดับราคาตลาดโลก ซึ่งหากไทยไปผลิตน้ำตาลเพื่อจำหน่ายในพม่าจะต้องขายในราคาระดับนี้ แต่ต้นทุนการผลิตในพม่านั้นสูงกว่าเมืองไทยมาก

“การลงทุนในพม่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงยังไม่มีแผนเข้าไปลงทุน ส่วนการขยายการลงทุนในประเทศอื่นตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนเช่นเดียว บริษัทจะเน้นดำเนินธุรกิจที่มีอยู่แล้วให้ดีที่สุดก่อน”

สำหรับในเมืองไทย คาดว่าในปี 2557 อุตสาหกรรมน้ำตาลในเมืองไทยจะเติบโตขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา เพราะโรงงานมีกำลังหีบสูงขึ้น และจะส่งออกได้มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่