
ความเสี่ยงขาลง การเมืองไม่มีทางออก...แต่ตลาดจะเริ่มชิน
ทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีทางออก
ทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีทางออก การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงนัก โดยแรงซื้อต่อเนื่องของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนตลาดให้ปรับตัวขึ้น และถือว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นสวนทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่มีช่วงปรับตัวลงหลังจากตัวเลขการผลิตจีนและสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ซื้อขายอย่างระมัดระวังก่อนที่จะรู้ผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า
แนวโน้มในสัปดาห์นี้ คาดว่าการปรับตัวขึ้นยังมีความเสี่ยงทางด้านการเมืองกดดัน จากสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ โดยในทางกฎหมาย โอกาสในการปฏิรูปตามที่ทาง กปปส.เรียกร้องยังเกิดขึ้นได้ลำบาก หากยังไม่มีการลาออกจากรักษาการ ในขณะที่รัฐบาลก็ยืนยันที่จะเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. โดยรวมยังไม่สามารถหาจุดที่จะลงตัวของทั้งสองฝ่ายได้ ทำให้ไม่เกิดความชัดเจน โดยความเสี่ยงมากที่สุดต่อตลาดจะอยู่ที่การปะทะกัน
ในทางพื้นฐาน ตลาดหุ้นในขณะนี้ไม่ได้มีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยในช่วงปกติที่ 12.50 เท่ามากนัก ซึ่งในปัจจุบันซื้อขายที่ 11.52 เท่า หากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตลาดจะมีช่วงอ่อนตัวลงได้ แต่ที่ผ่านมาตลาดไม่ได้ตอบสนองจากข่าวร้ายที่เข้ามากระทบนัก โดยมีแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันที่เป็นแรงผลักดันให้ตลาดปรับตัวขึ้นรอบนี้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นแรงซื้อที่ถูกเลื่อนมาจากปลายปีที่แล้ว ที่ซื้อสุทธิในระดับที่น้อยกว่าปีอื่นๆ ทำให้โดยรวมตลาดมีช่วงกลับมาปรับตัวขึ้น
ส่วนปัจจัยภายนอก ตลาดจับตาผลการประชุมเฟดในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ซึ่งจะมีการสลับสับเปลี่ยนกรรมการเฟดที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงท่านใหม่เข้ามา โดยพบว่ากรรมการมีแนวโน้มที่ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากกว่าชุดเดิม ทั้ง Richard Fisher และ Charless Plosser ล้วนสนับสนุนให้ลด QE ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ในโลกส่วนใหญ่ จึงประเมินว่าเฟดจะทยอยลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงในการประชุมเฟดตลอดทั้งปี และจะสิ้นสุดในการซื้อพันธบัตรสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจจะทำให้เฟดไม่ลด QE ลงเร็วตามที่ตลาดคาดไว้ จะอยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมถึงการทำหน้าที่ของประธานเฟดคนใหม่ที่มีแนวโน้มการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินสูงกว่าประธานเฟดคนก่อน ซึ่งหากมีการใช้นโยบายผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาดไว้จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นได้
ส่วนทิศทางราคาทองคำ ในระยะสั้นเริ่มปรับตัวขึ้นมาใกล้ระดับแนวต้านที่มีนัยสำคัญที่บริเวณ 1,270-1,280 เหรียญสหรัฐ ที่คาดว่าจะมีช่วงชะลอตัวลงช่วงสั้นก่อนที่จะรู้ผลการประชุมเฟด โดยหากเฟดตัดสินใจลดปริมาณการซื้อพันธบัตรลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นและมีเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงแทนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่หากเฟดคง QE ไว้ที่การซื้อ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองมีช่วงปรับตัวขึ้นพ้นแนวต้านที่ประเมินไว้
กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้นักลงทุนรอการปรับตัวของตลาดหุ้น ค่อยทยอยซื้อ เนื่องจากที่ระดับราคาเริ่มไม่มีส่วนลดจากเหตุการณ์การเมืองมากนัก เมื่อเทียบกับแนวโน้มการใช้ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น โดยระดับที่น่าสนใจทางเทคนิคอยู่ที่ 1,280 และ 1,240 จุด ส่วนทองคำแนะนำให้ขายสั้นที่บริเวณแนวต้าน 1,280 และ 1,320 เหรียญสหรัฐ หากมีช่วงปรับตัวขึ้นเพื่อเล่นรอบในกรณีที่มีข่าวดีหากเฟดไม่ลด QE ลง







