
หุ้นสองชั้น (DualClass Shares) เหมาะสมกับประเทศไทยจำกัด หรือไม่
ในช่วงเวลาที่มีการขัดแย้งด้านทัศนคติทางการเมือง ระหว่างกลุ่ม “Respect My Vote” กับกลุ่ม “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” โดยฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายว่าไม่พร้อมสำหรับระบอบประชาธิปไตยแบบโลกตะวันตก ซึ่งการที่หนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเป็นเรื่องธรรมดา บางคนกล่าวว่า คนกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง จ่ายภาษีมากกว่าคนกลุ่มอื่น เพราะฉะนั้นเสียงของคนกรุงเทพฯ น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงของชาวบ้านในต่างจังหวัด ในช่วงแรก เราอาจคิดว่าความคิดเช่นนี้เป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากเรายอมคิดนอกกรอบ เราก็อาจจะเห็นว่าความคิดเช่นนี้อาจไม่ไร้สาระอย่างที่คิด แต่ว่าประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในช่วงเวลาที่มีการขัดแย้งด้านทัศนคติทางการเมือง ระหว่างกลุ่ม “Respect My Vote” กับกลุ่ม “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” โดยฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายว่าไม่พร้อมสำหรับระบอบประชาธิปไตยแบบโลกตะวันตก ซึ่งการที่หนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเป็นเรื่องธรรมดา บางคนกล่าวว่า คนกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง จ่ายภาษีมากกว่าคนกลุ่มอื่น เพราะฉะนั้นเสียงของคนกรุงเทพฯ น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงของชาวบ้านในต่างจังหวัด ในช่วงแรก เราอาจคิดว่าความคิดเช่นนี้เป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากเรายอมคิดนอกกรอบ เราก็อาจจะเห็นว่าความคิดเช่นนี้อาจไม่ไร้สาระอย่างที่คิด แต่ว่าประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในโลกธุรกิจแนวคิดเกี่ยวกับหุ้นสองชั้น (DualClass Shares) หรือการที่ให้สิทธิในการออกคะแนนเสียงมากขึ้นสำหรับผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม เกิดขึ้นมานานแล้ว เมื่อ Google เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนจำนวนมากไม่พอใจกับการที่ Google ขายเพียงหุ้นชั้นสองเท่านั้นให้กับนักลงทุนทั่วไป การกระทำเช่นนี้ทำให้คณะผู้ก่อตั้งบริษัทและคณะผู้บริหารยังสามารถควบคุมเสียงข้างมากและการดำเนินการของบริษัทได้ หุ้นชั้น B สำรองไว้สำหรับคนในและคณะผู้บริหารของ Google เท่านั้น โดยที่จะได้รับ 10 เสียงต่อหุ้น ในเวลาเดียวกัน หุ้นชั้น A ซึ่งเป็นหุ้นที่ขายให้กับนักลงทุนทั่วไป จะได้รับเพียง 1 เสียงต่อหุ้น
โดยแท้จริงแล้วมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เป็นจำนวนมากที่มีหุ้นสองชั้น โครงสร้างของหุ้นสองชั้นของบริษัท ฟอร์ด (Ford) ได้ถูกออกแบบเพื่อให้ตระกูลฟอร์ดครอบครองคะแนนเสียงถึงร้อยละ 40 โดยถือหุ้นเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น บริษัท Berkshire Hathaway Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีนาย Warren Buffett เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีหุ้นสองชั้น A และ B เช่นเดียวกัน โดยที่หุ้นชั้น Class B ที่มีสิทธิออกเสียงเพียง 1/200 ของหุ้นชั้น Class A
หากเรามองประเทศไทยราวกับเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ โครงสร้างของสิทธิการออกเสียงอาจคล้ายกับหุ้นสองชั้นของบริษัทดังต่อไปนี้ ประชาชนคนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับ 1 หุ้นต่อ 1 คน เท่านั้นโดยไม่ต้องเสียเงิน ซึ่งจะทำให้คนไทยทั่วไปสามารถออกเสียงในการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลที่บริจาคเงินจำนวนมาก อาทิ 10 ล้านบาท ให้กับกรมสรรพากร สามารถที่จะมีสิทธิครอบครองหุ้นชั้น B ซึ่งจะให้พวกเขามีสิทธิลงคะแนนถึงสองเสียง และสำหรับกลุ่มบุคคลที่บริจาคเงินจำนวนมากกว่านั้น อาทิ 1,000 ล้านบาท ก็จะได้รับสิทธิครอบครองหุ้นชั้น C ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงของพวกเขามีน้ำหนักถึง 200 เสียง ความคิดเหล่านี้ ไม่น่าเป็นไปได้สำหรับประเทศไทยใช่ไหม ก็อาจใช่ แต่การเปรียบเทียบดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างของหุ้นแต่ละชั้น หรือคะแนนเสียงของประชาชน ที่อาจจะไม่ใช่เพียง 1 เสียงต่อ 1 คนเท่านั้น แต่ว่าประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่เราจะไม่ชอบบริษัทที่มีโครงสร้างหุ้นสองชั้น แต่พวกเขามักจะพูดว่า โครงสร้างดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่คุ้มกันคณะผู้บริหารของบริษัทจากความคิดระยะสั้น กลุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทมักจะมีมุมมองที่ยาวไกลกว่านักลงทุนที่มุ่งเน้นกับตัวเลขรายได้ในไตรมาสล่าสุดเท่านั้น หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงมากเป็นพิเศษ มักจะเป็นหุ้นที่ไม่สามารถซื้อขายในตลาดได้ จึงทำให้บริษัทเหล่านี้มีกลุ่มนักลงทุนที่มีความซื่อสัตย์ต่อบริษัท และจะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่บริษัทสามารถพึ่งได้ในช่วงวิกฤต ในกรณีดังกล่าว ผลการดำเนินการของบริษัทอาจได้รับประโยชน์จากหุ้นสองชั้นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีเหตุผลเป็นจำนวนมากที่ทำให้เราไม่ชอบหุ้นสองชั้น ผลวิจัยทางวิชาการชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างหุ้นสองชั้นเป็นอุปสรรค์ต่อการดำเนินการและการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance) ของบริษัท ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงมากกว่าคนอื่น มักจะไม่ชอบการเพิ่มทุนโดยการขายหุ้นเพิ่ม ซึ่งการเพิ่มทุนโดยการขายหุ้นเพิ่มจะทำให้อำนาจการออกเสียงของผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ลดน้อยลง ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า บริษัทที่มีโครงสร้างหุ้นสองชั้นมักจะมีปัญหาหนี้สูงกว่าบริษัทที่มีโครงสร้างหุ้นชั้นเดียว แย่ไปกว่านั้น บริษัทที่มีหุ้นสองชั้นมักจะมีผลดำเนินการที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นในตลาดหลักทรัพย์
ถึงแม้ว่าความแตกแยกของสองฝ่ายในสนามแข่งขันทางการเมืองของประเทศไทยยังกว้างกว่าที่เคยมีมา ข่าวดีก็คือทุกคนยอมรับว่าอนาคตของประเทศไทยจะถูกตัดสินในคูหาเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสินกันกลางถนนในกรุงเทพฯ
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ teerap @truemail.co.th







