
สัปดาห์การเมืองแห่งชาติ
การเมืองที่ดูจะร่อแร่มากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง โดยผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทมากกว่าปัจจัยทางการเมืองในช่วงต้นสัปดาห์ เปิดตลาดค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.จะเริ่มขบวนการปิดกรุงเทพฯ ก็ตาม
การเมืองที่ดูจะร่อแร่มากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง โดยผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทมากกว่าปัจจัยทางการเมืองในช่วงต้นสัปดาห์ เปิดตลาดค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.จะเริ่มขบวนการปิดกรุงเทพฯ ก็ตาม
ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินสกุลต่างๆ แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐมาจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในเดือน ธ.ค. ที่เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 3 ปี โดยเพิ่มขึ้นเพียง 7.4 หมื่นตำแหน่งเท่านั้น เทียบกับค่าเฉลี่ยของปี 2556ที่บริษัทต่างๆ มักจะจ้างงานเพิ่มขึ้นเดือนละ 2.01 แสนตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดมองว่าตลาดแรงงานไม่ได้ฟื้นตัวแข็งแกร่งนัก ซ้ำร้ายยังมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ เนื่องจากอัตราการว่างงานในเดือน ธ.ค. ลดลงมาที่ 6.7% จาก 7% ในเดือน พ.ย. แต่แท้จริงแล้วการลดลงของจำนวนคนว่างงานนั้นมาจากจำนวนคนอเมริกันที่เลิกหางานมีจำนวนมากขึ้น
ดังนั้น ทั้งสองปัจจัยทำให้นักลงทุนมองว่า การฟื้นตัวของตลาดแรงงานไม่แข็งแกร่งนัก แต่เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เคยย้ำเอาไว้ว่าจะเริ่มคิดถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ หากอัตราการว่างงานลดต่ำกว่า 6.5% ทำให้นักลงทุนกลัวว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยคาดไว้
ช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทกลับแข็งค่ามากจากการที่คณะรัฐบาลรักษาการเรียกร้องให้ 70 องค์กรเข้าหารือถึงทางออกประเทศไทย แต่หลังจากที่การหารือไม่มีทางออกชัดเจน ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและ กกต.ที่ไม่มีข้อสรุป ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.00 อีกครั้ง และเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง ต่อจากนั้น การเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าในระยะที่การเมืองในประเทศยังไม่แน่นอน เป็นเรื่องยากมากที่เราจะคาดเดาทิศทางค่าเงินได้ ดังนั้น เราแนะนำให้ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน (Hedging) โดยสัญญาออปชั่นเหมาะสมที่สุดในช่วงที่ค่าเงินผันผวนมาก
สัปดาห์นี้เราคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.65-33.10บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่ต้องจับตามองในสัปดาห์หน้า คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันพุธ ซึ่งตอนนี้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอและโดนซ้ำเติมจากปัญหาการเมือง
ดังนั้น เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหรือทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ จากการที่นักลงทุนต่างชาติอาจเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นก่อนการประชุม กนง. แต่หลังจากนั้นเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงหากปัจจัยการเมืองยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้นโดยหากพิจารณาตั้งแต่วันที่กลุ่มกปปส.ปิดกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่แล้วจนถึงปลายสัปดาห์ แม้จำนวนผู้ชุมนุมจะลดลงและคนกรุงเทพฯจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้มากขึ้น
แต่ความรุนแรงจากผู้ก่อความไม่สงบกลับเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ในสัปดาห์หน้า ปัจจัยในประเทศจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อค่าเงินบาท โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมือง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจจากต่างประเทศอาจมีผลกระทบน้อยกว่า โดยเราคาดว่าตัวเลขจากภาคบ้านของสหรัฐ และ GDP ของจีนจะออกมาใกล้เคียงกับประมาณการของผู้เล่นในตลาดและไม่เซอร์ไพรส์ตลาดมากนัก
ทั้งค่าเงินยูโรและค่าเงินoแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐออกมาอ่อนแอ แต่แล้วกลับอ่อนค่าลงโดยได้รับแรงกดดันจากข่าวดีในฟากสหรัฐ ทั้งการที่สภาล่างได้ผ่านร่างงบประมาณปี 2557 ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 ก.ย. และลดความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องปิดทำการ ประกอบกับรายงานภาวะเศรษฐกิจจากเฟด ซึ่งเผยว่าภาคการผลิตในเขตต่างๆ ของสหรัฐขยายตัวได้ดี ค่าเงินยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับ 1.3668 มาปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 1.3597 ส่วน ค่าเงินเยน ปรับอ่อนค่าลงจากระดับ 104.09 มาปิดที่ระดับ 104.41 n ส่วนภาวะตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายพันธบัตรไทย ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 2, 5 และ 10 ปีปรับลดลงประมาณ 0.04% 0.06% โดยปิดตลาดในวันศุกร์ ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะเวลา 2, 5 และ 10 ปีอยู่ที่ 2.45%, 3.38% และ 4.01% ตามลำดับ โดยนักลงทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรไทย 526 ล้านบาทและเทขายหุ้นไทยที่ 2,036 ล้านบาท นักลงทุนยังโยกเงินออกจากพันธบัตรระยะยาวเข้าไปซื้อพันธบัตรระยะสั้นกว่า 1 ปีบ้าง แต่แรงซื้อไม่มากนัก
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อันดับความน่าเชื่อถือ A อายุ 35 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.894.71% จำนวน 1,600 ล้านบาท และหุ้นกู้กลุ่มปิโตรเคมี อันดับเครดิต BBB+ อายุ 3.5 4.5 ปี
อัตราดอกเบี้ย 5.05.3% จำนวน 5,000 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนทั่วไป ส่วนหุ้นกู้ตลาดรองที่มีการซื้อขายกันในสัปดาห์นี้ เป็นกลุ่มอายุประมาณ 1 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.60%2.65% กลุ่มอายุประมาณ 23 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A+ อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 3.50% 3.55% และกลุ่มอายุประมาณ 910 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A+ อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 5.10% 5.15%







