posttoday
บสย.ฮึดขอ1.5หมื่นล้าน

บสย.ฮึดขอ1.5หมื่นล้าน

16 มกราคม 2557

ต่อลมหายใจโอท็อปเอสเอ็มอีชงขอครม.รักษาการพิจารณาด่วน

ต่อลมหายใจโอท็อปเอสเอ็มอีชงขอครม.รักษาการพิจารณาด่วน

บสย.ชง ครม.รักษาการ ของบเร่งด่วน 1.5 หมื่นล้าน หนุน 2 โครงการ “โอท็อปเอสเอ็มอี”ลุ้นอนุมัติทันใช้ในครึ่งแรกปี57

นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.จะเร่งผลักดัน 2 โครงการใหม่เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ได้แก่ ไมโคร เอสเอ็มอี และผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน (โอท็อป) โดยเสนอผ่านกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการ พิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน หาก ครม.เห็นชอบ จะเสนอต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นขั้นตอนต่อไป เพื่อนำงบประมาณมาใช้ภายในครึ่งแรกของปี 2557

โดยจะเสนอไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาช่วยเหลือ 2 กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวคาดใช้เวลาราว1เดือน ก่อนเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในรัฐบาลชุดรักษาการที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษานายกรัฐมนตรี ซึ่งหากมีการเห็นชอบอนุมัติแล้ว จากนั้นเลขาธิการครม. จะเสนอต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เป็นขั้นตอนต่อไป เพื่อให้งบฯดังกล่าวนำมาใช้ได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้

สำหรับ 2 โครงการใหม่ดังกล่าว อยู่ภายใต้วงเงินงบประมาณปี 2557 รวม 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการไมโคร เอสเอ็มอี เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีขนาดเล็กงบประมาณสนับสนุนราว 5,000 ล้านบาท และ 2.กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน (โอท็อป) ใช้งบประมาณสนับสนุนราว 1 หมื่นล้านบาท

“ทั้งสองโครงการฯ เป็นแผนงานใหม่ของปี ’57 เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและโอท็อปที่ บสย.เตรียมมาตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีก่อน และได้เสนอกระทรวงการคลังไปแล้วและมีการยุบสภาเกิดขึ้นก่อน ทำให้ไม่สามารถพิจารณาเพื่ออนุมัติโครงการฯ ได้” นายวัลลภ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งออกมาให้ข้อมูลหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เอสเอ็มอี ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่ง บสย.มองว่าไม่ส่งผลผลกระทบต่อแผนดำเนินงานและจากสถานการณ์ดังกล่าวจะยังเป็นโอกาสของ บสย.ที่จะเข้าไปช่วยเหลือการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้มากขึ้น จากการที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อก็จะหันมาร่วมกับบสย.เพื่อให้ช่วยด้านการค้ำประกัน ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่อาจมีการร้องขอสิทธิ์(เคลม)มากขึ้น โดยบสย.มีเอ็นพีแอล 4.2% ยอดสินเชื่อคงค้าง(เอ็นพีจีนอน เพอร์ฟอร์แมนซ์ การันตี) อยู่ที่อัตรา 3.6% และไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นแบบผิดสังเกตุ

อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้น คาดว่าจะส่งผลกระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มภาคบริการและภาคการผลิต ที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากการพึ่งพาแรงงานเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากอัตราเติบโตเศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556 อยู่ที่ 4.5% และในปี 2557 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.5% ซึ่งมาจากภาคธุรกิจบริการที่มีอัตราการเติบโตลดลง ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนใหญ่ของประเทศ ที่อาจกระทบยังธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันประเทศไทยมีเอสเอ็มอีทั่วประเทศประมาณ 2.7 ล้านราย ประกอบด้วย 1.ผู้ประกอบการขนาดกลาง 23 หมื่นราย 2.ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ราว 9 แสน1 ล้านราย และ 3.กลุ่มไมโคร มีประมาณ 1.7 ล้านราย โดยในปี 2556 ที่ผ่านมา บสย.มียอดค้ำประกันกว่า 2.4 แสนล้านบาท จำนวน 8.5 หมื่นราย บสย.ค้ำประกันได้ประมาณ 2.5 หมื่นรายต่อปี โดยในปี 2557 นี้ บสย.วางเป้าหมายยอดค้ำประกันอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 25% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีใหม่ทั้งระบบ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน