
คู่หูคู่ใหม่ที่เฟด
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เสนอชื่อสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fischer) วัย 70 ปี ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานเฟดคนใหม่ต่อจากเจเน็ต เยลเลน ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไปแทนเบน เบอร์แนนคี ซึ่งกำลังจะหมดวาระลงในวันที่ 31 ม.ค.นี้ คู่หูคู่ใหม่ เยลเลนฟิชเชอร์ ซึ่งมีอายุรวมกัน 137 ปีนี้อาจทำให้หลายคนเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นต่อเฟดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของนโยบายการเงินสหรัฐในปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เสนอชื่อสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fischer) วัย 70 ปี ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานเฟดคนใหม่ต่อจากเจเน็ต เยลเลน ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไปแทนเบน เบอร์แนนคี ซึ่งกำลังจะหมดวาระลงในวันที่ 31 ม.ค.นี้ คู่หูคู่ใหม่ เยลเลนฟิชเชอร์ ซึ่งมีอายุรวมกัน 137 ปีนี้อาจทำให้หลายคนเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นต่อเฟดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของนโยบายการเงินสหรัฐในปัจจุบัน
สำหรับประวัติของฟิชเชอร์นั้นเรียกว่าน่านับถือทีเดียว เขาเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับความนับถืออย่างสูงในแวดวงนักเศรษฐ ศาสตร์ เขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ใหญ่ประจำธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างปี 1988-1990 และตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระหว่างปี 1994-2001 รวมถึงเพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางอิสราเอลระหว่างปี 2005-2013 ไป ซึ่งในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางอิสราเอลนั้น เขาได้ช่วยนำพาเศรษฐกิจอิสราเอลผ่านพ้นช่วงวิกฤตซับไพรม์มาได้เป็นอย่างดี มีการปรับตัวค่อนข้างเร็วต่อวิกฤตในช่วงดังกล่าว โดยธนาคารกลางอิสราเอลเป็นธนาคารกลางแรกในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วที่ขยับดอกเบี้ยขึ้นหลังจากวิกฤตนั้น นอกจากนี้ ฟิชเชอร์ยังเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ที่ MIT และเป็นอาจารย์ให้กับทั้งเบอร์แนนคี ประธานเฟดคนปัจจุบัน และมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) อีกด้วย
หากจะมองไปที่ภาวะเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงในวันนี้ เชื่อว่าการกลับทิศของนโยบายการเงินสหรัฐถือเป็นความเสี่ยงลำดับต้นๆ ในลิสต์ของนักวิเคราะห์หลายสำนักและอาจจะเป็นความเสี่ยงหลักเสียด้วยซ้ำ และยิ่งอยู่ในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อตัวเฟดลดลงไปอย่างมาก จากความรู้สึกว่าเฟดได้เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดเสียเอง ยิ่งทำให้ความกังวลต่ออนาคตของนโยบายการเงินมากขึ้น และเป็นที่ทราบในแวดวงวิชาการว่าความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน จึงไม่แปลกที่บางฝ่ายจะเกรงว่าเฟดจะดำเนินมาตรการที่ผิดพลาดขึ้นได้ ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังบอบบาง และกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนในปัจจุบัน แต่การที่ได้ฟิชเชอร์เข้ามาเป็นมือสองของเฟดนี้น่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับมุมมองของฟิชเชอร์ต่อมาตรการต่างๆ ที่เฟดดำเนินอยู่ในปัจจุบัน เขาเป็นผู้หนึ่งที่เห็นว่ามาตรการ QE ที่เฟดใช้นั้นมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง เขาเคยระบุว่า “ถ้าหากไม่มีเฟด เราก็อาจจะเผชิญกับภาวะถดถอยที่รุนแรงมากกว่าที่ผ่านมา และถ้าหากไม่มีมาตรการใหม่ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เฟดดำเนินการนี้ เศรษฐกิจก็อาจจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” ดังนั้น ในช่วงของการถอนมาตรการ QE นี้ ก็น่าจะดูราบรื่นมากขึ้น เพราะทั้งเขาและเยลเลนมีความเห็นออกไปทางผ่อนคลายมากกว่าที่จะคุมเข้ม และไม่ได้มีมุมมองที่ขัดแย้งกันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สนับสนุนว่าเฟดควรดำเนินมาตรการ QE ต่อไปแต่อย่างใด ตัวเขาระบุเองว่ามาตรการ QE รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่เฟดพยายามดำเนินการอยู่นี้เป็นสิ่งที่ “ยุ่งยากและน่าเกลียด” แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ เขาก็ยอมรับว่าเราก็จำเป็นต้องพึ่งมาตรการพิเศษเหล่านี้ไปโดยปริยาย ดังนั้น สำหรับบางคนที่หวังว่าฟิชเชอร์จะเข้ามาต่ออายุมีมาตรการ QE ออกไปอาจจะต้องเตรียมรับความผิดหวังไว้ด้วย
แต่สำหรับมาตรการประกาศตรึงดอกเบี้ยต่ำ (Forward Guidance) นั้น ตัวเขาเองไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าใดนักและเห็นว่าเป็นเรื่องยาก เพราะเขามองว่า ณ ปัจจุบันนี้ ผู้กำหนดนโยบายเองก็ยังตอบไม่ได้แน่ชัดเจนว่าแนวโน้มนโยบายในอนาคตจะเป็นอย่างไร การที่บอกให้สาธารณะเชื่อว่าดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปต่อเนื่องนั้น เป็นการจำกัดความคล่องตัวของธนาคารกลางเองในอนาคต เรื่องนี้คงจะเป็นประเด็นที่ขัดแย้งระหว่างประธานและรองประธานเฟดต่อไปในอนาคต เพราะเยลเลนเองมองว่า Forward Guidance นั้นเป็นสิ่งจำเป็นและมีคุณค่า
หลังจากที่ได้รับการเสนอชื่อแล้ว ฟิชเชอร์คงต้องรอการลงมติรับรองจากวุฒิสภา ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะต้องการเสียงเพียงเกินครึ่งของสภา หรือ 51 เสียง ขณะที่พรรคเดโมเครตของโอบามามีที่นั่งในวุฒิสภาอยู่ 55 ที่ด้วยกัน ซึ่งหลังจากกระบวนการในการรับรองแล้ว เราคงจะได้เห็นคู่หูในเฟดคู่ใหม่ที่มากด้วยประสบการณ์ ที่จะนำพานโยบายการเงินของธนาคารกลางที่สำคัญที่สุดในโลกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ และเชื่อว่าด้วยฝีมือระดับนี้แล้วน่าจะช่วยนำพาให้ผ่านพ้นความเสี่ยงต่างๆ ไปได้ด้วยดีครับ







