posttoday
เล็งลดหย่อนภาษีประกันเกินแสน

เล็งลดหย่อนภาษีประกันเกินแสน

08 พฤษภาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — คลังเล็งแก้เกณฑ์ให้ลดภาษีเบี้ยประกันชีวิตได้เกิน 1 แสนบาท

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์. รมช.คลัง เปิดเผยในงานสัมมนาตัวแทนเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 12 ว่า กระทรวงการคลังเตรียมแก้ไขกฎหมายเพื่อให้นำเบี้ยประกันชีวิตมาลดหย่อนการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ได้มากกว่า 1 แสนบาท หรือขยายไปยังเบี้ยประกันสุขภาพหรือเบี้ยประกันด้านการลงทุน เพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตมากขึ้นจากปัจจุบันที่ธุรกิจประกันชีวิตเติบโต 1820% และธุรกิจประกันภัยเติบโต 15%

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะมีแนวทางใดในการทำประกันความเสี่ยงภัยจากปัญหาการชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ จนทำให้ธุรกิจ ร้านค้า บริษัทต่างๆ ไม่สามารถเปิดดำเนินการตามปกติและได้รับความเสียหายอย่างไรได้บ้าง คาดว่าจะเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อนมีการยุบสภา รวมไปถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบให้มีระบบประกันการออมมีเงินไว้ใช้ในช่วงวัยเกษียณอีกด้วย

“ธุรกิจประกันของไทยเติบโตค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบประกันมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 30% ของประชากรทั้งประเทศ กระทรวงการคลังจึงเตรียมแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมประกันภัยเติบโตมากขึ้นกว่าปัจจุบัน” นพ.พฤฒิชัย กล่าว

นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมธุรกิจประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยประมาณ 65 ล้านคน มีคนถือกรมธรรม์เพียง 30% เบี้ยรับรวมคิดเป็น 2.1% ของตัวเลขจีดีพี และคนไทยมีหลายชนชั้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยของประเทศที่มีสัดส่วนถึง 70% พบว่ายังไม่มีประกัน และตัวแทนสามารถนำเสนอประกันกับประชาชนกลุ่มนี้ คือ ประกันรากหญ้า หรือไมโครอินชัวรันส์ ซึ่งเป็นโอกาสของตัวแทนที่สามารถเข้าถึงคนชั้นกลาง และคนมีรายได้น้อยได้มากกว่าธนาคารจากเดิมที่มีความเชื่อว่าคนซื้อประกันได้ต้องมีเงินเหลือ ทำให้เข้าใจว่าคนชั้นกลางกับคนรวยเท่านั้นที่เป็นคนซื้อประกัน แต่จริงๆ แล้ว ผู้มีรายได้น้อยก็ต้องการความคุ้มครอง

ธุรกิจประกันภัยของไทย ได้เติบโตเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งความสามารถตัวแทนขายประกัน และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำหน่ายให้กับประชาชน ทั้งประกันชีวิต ประกันภัย ประกันออมทรัพย์ และประกันสุขภาพ และด้านการลงทุน โดยธุรกิจประกันเติบโตมากกว่าร้อยละ 10 มาตลอดในช่วง 56 ปี และยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศกรีซ และสเปน ไม่น่ากระทบต่อการลงทุนของธุรกิจประกันของไทยที่นำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ เพราะต้องขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งดูแลอย่างใกล้ชิด และธุรกิจประกันส่วนใหญ่นำเงินไปลงทุนในเงินฝาก ซื้อพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ จึงไม่มีความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป

///////////

โพสต์ทูเดย์

นพ.พฤติชัย ดำรงรัตน์. รมช.คลัง กล่าวภายในงานสัมมนาตัวแทนเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 12 ว่า ขณะ นี้ประเทศไทยมีประชากรคนสูงอายุก็เพิ่มขึ้นจาก 6.3 ล้านคนเป็น 14 ล้านคนไนปีนี้ และจะเพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น มีผลต่อเศรษฐกิจสังคม การอออมทรัพยและ การลงทุน ทำให้รัฐบาลมีภาระในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งการประกันชีวิตส่วนบุคคลจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ผู้สูงอายุมีสวัสดิการที่ดีขึ้นหลังจากเกษียณการทำงาน ที่ต้องอาศัยคนกลางประกันชีวิต คือ ตัวแทน ในการนำแผนการออมที่ดีไปเสนอ ซึ่งตัวแทนจะต้องมีความเป็นมืออาชีพสูงขึ้น มีความซื่อสัตย์ มีจริยธรรมและคุณธรรมด้วย เพราะแบบประกันชีวิต มีความสลับซับซ้อนมากในตลาด ตัวแทนจึงต้องเพิ่มความรับผิดชอบ และให้ความรู้อย่างถูกต้อง อีกทั้งต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น กฎคปภ.ที่ให้ตัวแทนต้องมีใบอนุญาตต้องอบรมก่อนได้รับใบอนุญาต เพื่อยกระดับอาชีพตัวแทน ตัวแทนต้องทำความเข้าใจและยอมรับภายใต้กฎกติกาการเปลี่ยนแปลง

สำหรับ สถานการณ์ความไม่สงบยังอยู่ในพื้นที่จำกัด และจะจบลงเร็วๆนี้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังก้าวต่อไป ปีนี้ถือว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะท้าทายทางด้านสถานการณ์การเมือง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็กำลังเติบโต การส่งออกเติบโต 20% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว เดือนที่ผ่านมาโตถึง 40% ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็เพิ่มขึ้น การว่างงานมีอัตราที่ต่ำลง เชื่อว่าสังคมไทยกำลังก้าวสู่ภาวะสมดุล คาดว่าเศรษฐกจจะขยายตัว 4.5% ในรอบ 4 ปี ฉะนั้นการเมืองจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งแผนปรองดองแห่งชาติ ได้ผ่อนคลายความตึงเครียด นำความสงบสุขสู่สังคมได้ ปัญหาก็จะเบาบางลง

โพสต์ทูเดย์นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ฟันธงอนาคตตัวแทนสดใส เข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม แต่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวในงานสัมมนาตัวแทนเอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 12 ว่า ปัจจุบัน ช่องทางการขายผ่านธนาคารมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสถาบันที่ได้รับความน่าเชื่อถือ มีอำนาจต่อรองให้ประชาชนซื้อประกันได้มากกว่า แต่เชื่อมั่นว่าอนาคตของตัวแทนยังมีความสดใส และเป็นช่องทางการขายที่มีความเข้มแข็ง เนื่องจากมีการพัฒนาความรู้อย่างเนื่อง และสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และ ผลิตภัณฑ์การเงินได้ด้วย เช่น ผู้ที่สอบผ่านใบอนุญาตซิงเกิล ที่สามารถให้บริการด้านการบริหารความเสี่ยงได้

รวมถึง คนไทยที่มีประกันยังต่ำ จากทั้งหมด 65 ล้านคน มีคนถือกรมธรรม์เพียง 30% เบี้ยรับรวมคิดเป็น 2.1% ของตัวเลขจีดีพี และคนไทยมีหลายชนชั้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยของประเทศที่มีสัดส่วนถึง 70% ของ 65 ล้านคนที่ยังไม่มีประกัน ที่ตัวแทนสามารถนำเสนอประกันกับประชาชนกลุ่มนี้ คือ ประกันรากหญ้า ประกันรากหญ้า หรือ ไมโครอินชัวรันส์ ซึ่งเป็นโอกาสของตัวแทนที่สามารถเข้าถึงคนชั้นกลาง และ คนมีรายได้น้อย ได้มากกว่าธนาคาร จากเดิมที่มีความเชื่อว่าคนซื้อประกันได้ต้องมีเงินเหลือ ทำให้เข้าใจว่าคนชั้นกลางกับคนรวยเท่านั้นที่เป็นคนซื้อประกัน แต่จริงๆ แล้ว ผู้มีรายได้น้อยก็ต้องการความคุ้มครอง

"คนไทยมักเลือกซื้อประกันจากคนที่ไว้วางใจได้ เชื่อถือได้ สื่อสารได้ดี และตัวแทนก็เป็นผู้สื่อสารที่ดี จับกลุ่มลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีรายได้สูง ชนชั้นกลาง และ รากหญ้า ตัวแทนจึงต้องพัฒนาความรู้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขายผ่านธนาคารในช่วงที่ผ่านมาอัตราการเติบโตสูงมาก แต่จำนวนรายของลูกค้ามีน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการขายผ่านตัวแทนที่จะมีลูกค้าจำนวนมากกว่า"นายสาระ กล่าว

นายสาระ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตัวแทนจะต้องเรียนรู้แบบประกันชีวิตที่หลากหลาย เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้น เพิ่มฐานลูกค้าให้มีความหลากหลาย จะได้แข่งขันกับช่องทางการขายอื่นๆ จากเดิมจะเน้นขายเฉพาะ 23 แบบเท่านั้น และตัวแทนต้องมีจริยธรรมและรู้กฎหมายด้วย

สำหรับ ธนาคารส่วนมากจะขายประกันแบบสะสมทรัพย์ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้จึงเข้าใจแบบประกันแบบสะสมทรัพย์เท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้แบบประกันอื่นๆ เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อกับใคร และไม่ได้แข่งกันภายในประะเทศเท่านั้น เพราะขณะนี้อาเซียนเริ่มเปิดเสรี ในอนาคตต่างประเทศสามารถมาขายประกันในไทยได้ ทำให้ตลาดประกันเปิดกว้างมากขึ้น และอาจถึงขั้นเปิดเผยค่านายหน้าให้กับลูกค้าทราบเหมือนในหลายประเทศ ซึ่งในปัจจุบันไทยยังไม่เปิดถึงระดับนั้น แต่แน่นอนอนาคตต้องมีการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง

นายสาระ เปิดเผยว่า ปัจจุบันตัวแทนประกันชีวิตในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 แสนคน ซึ่งช่วง 56 ปีที่ผ่านมา อนาคตของตัวแทนมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แนวโน้มใหม่นี้เกิดขึ้นทั้งในยุโรป เอเชีย ซึ่งประเทศไทยก็กำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน คล้ายยุโรป สิงคโปร์ แต่ในแง่ของช่องทางขายมีความแตกต่างมาก โดย 93% ของยอดขายมาจากตัวแทน แต่หลังจากปี 2541 ที่เกิดต้มยำกุ้ง เกิดวิกฤตการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารลดลงเหลือ 1% ทำให้ธนาคารเริ่มหันมาขายประกันชีวิต ทำให้ยอดขายจากธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งในปี 2546 เป็นปีที่บริษัทประกันชีวิตเริ่มมองหาพันธมิตรที่เป็นธนาคารอย่างจริงจัง และ มีการเปิดช่องทางการขายที่หลากหลาย ทั้งขายผ่านโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ทีวี ทำให้ตัวแทนต้องเปลี่ยนวิธีการขายมาขายแบบสะสมทรัพย์มากขึ้น จับกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้สูง จากเดิมสมัยปี 2530 การขายประกันเป็นแบบสายสัมพันธ์ มีการขายสินค้าประเภทความคุ้มครองเป็นหลัก จับกลุ่มลูกค้าคนชั้นกลาง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน