
แกงรู้รักสามัคคี
สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ต้องบอกเลยว่าอากาศที่เย็นสบายมาตั้งแต่เดือน พ.ย. มาจนถึงวันนี้มีผลดีเป็นอย่างมากกับอารมณ์และความรู้สึกของคนไทย เลยทำให้อะไรที่มันจะแรงก็เปลี่ยนเป็นเบาได้อย่างไม่น่าเชื่อ สองสามวันที่ผ่านมาก็มีโอกาสได้ไปกราบสวัสดีปีใหม่ผู้ใหญ่ที่เคารพ ท่านก็ได้ให้คำแนะนำดีๆ มาหลายสิ่ง เลยอยากนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านบ้างครับ
สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ต้องบอกเลยว่าอากาศที่เย็นสบายมาตั้งแต่เดือน พ.ย. มาจนถึงวันนี้มีผลดีเป็นอย่างมากกับอารมณ์และความรู้สึกของคนไทย เลยทำให้อะไรที่มันจะแรงก็เปลี่ยนเป็นเบาได้อย่างไม่น่าเชื่อ สองสามวันที่ผ่านมาก็มีโอกาสได้ไปกราบสวัสดีปีใหม่ผู้ใหญ่ที่เคารพ ท่านก็ได้ให้คำแนะนำดีๆ มาหลายสิ่ง เลยอยากนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านบ้างครับ
มีวิธีการควบคุมอารมณ์เสียแบบง่ายๆ ที่น่าลองทำดู เป็นวิธีของศิลปินท่านหนึ่งที่ใช้อยู่ประจำแล้วได้ผลดี มาทดลองไปพร้อมๆ กันไปเลยนะครับ ผมเริ่มตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ ดังนี้เลย เอาสมุดที่ถูกใจมาเล่มนึงเตรียมไว้ก่อนเข้านอน พอตื่นเช้ามายังไม่ต้องล้างหน้าแปรงฟัน ให้ขับถ่ายความรู้สึกที่อึดอัด โมโหหรือรุนแรงออกมาโดยการเขียนระบายลงในสมุดที่เตรียมไว้ หากคิดว่าไม่มีอะไรจะเขียนจริงๆ ก็เขียนออกไปแบบไม่ต้องมีแบบแผน จะพบได้ว่าสิ่งที่เขียนออกมานั้น มันแสดงภาวะจิตของคุณได้แบบชัดเจนมาก เขียนจนรู้สึกสบายขึ้นแล้วก็ไปทำกิจวัตรประจำวันตามปกตินะครับ หมดสัปดาห์ค่อยกลับมาอ่านทบทวนกันอีกครั้ง พักไว้ตรงนี้ก่อนแล้วพฤหัสหน้ามาคุยกันต่อนะครับ ผมจะได้อ่านทวนบันทึกของผม ท่านผู้อ่านก็ทวนของท่านไปด้วย
มาถึงตอนนี้คงสงสัยกันว่า เอ๊ะ! ไม่เห็นเกี่ยวกับอาหารเลยครับ เกี่ยวแน่นอนครับ เพราะอาหารนั้นก็เป็นผลผลิตที่มีอารมณ์เป็นส่วนสำคัญของกรรมวิธีการปรุงเช่นกัน ผมจะใช้การทำอาหารที่มีการดูแลอารมณ์ของคนปรุงอย่างดีมาแบ่งปันกันกับท่านผู้อ่านครับ รับรองว่าอารมณ์ของท่านจะดีขึ้นพร้อมกับรสชาติอาหารที่อร่อยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อในวิธีการของ “Kitchen Khun” (คิดเช่นคุณ) ครับ
สามปีมาแล้วสมัยที่มีการชุมนุมทางการเมืองละแวกราชประสงค์ สยามสแควร์นั้น ผมมีโอกาสได้ไปสาธิตทำอาหาร ณ ซุ้มของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ งานจัดที่ถนนราชดำเนิน ช่วงหน้าหนาวนี่ล่ะครับ โดยใช้วัตถุดิบจากหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์มาปรุงอาหาร ด้วยความสงสัยว่าจริงๆ แล้วอาหารไทยนั้นมันสามารถปรุงแบบอิสระไร้สูตรตายตัว แล้วทำแบบผสมผสานวัตถุดิบจากทุกภาครวมกันอย่างเข้าใจรสชาตินั้นออกมาจะต้องเททิ้งหรืออร่อยกันแน่?
ผมทำแกงหม้อนึงที่ใช้น้ำต้มโครงไก่แบบจีน แล้วผสมพริกแกงคั่วกลิ้ง เขียวหวาน น้ำปลาร้า พริกหนุ่ม พริกอ่อง ข้าวคั่ว พริกป่น ใส่คอหมูย่างกับปลากรอบและเลือดไก่ ปรุงรสด้วยน้ำอ้อยสด เกลือทะเล อ้อ!ใส่ไตปลา ถั่วเน่า ดอกงิ้วแห้ง กะปิด้วยครับ ครบทุกภาคเลย
ส่วนผักก็มีชะอม หน่อไม้ น้ำใบย่านาง ผักชีฝรั่ง ผักชีลาว ถั่วพู มะเขือเปาะ ตำลึง ชะพลู เห็ดหูหนู เห็ดเผาะ ใบชะมวง แล้วก็อะไรอีกสองสามอย่างจำไม่ได้แล้วครับ รสชาติเหมือนแกงอ่อมที่มีความเผ็ดมากและเปรี้ยวจางๆ น้ำไม่ข้นนะครับ ก่อนเสิร์ฟโรยแคบหมูกับกระเทียมเจียว กรอบหยอดหัวกะทิเล็กน้อย กินกับข้าวเหนียว ข้าวสวย หรือขนมจีนได้ทั้งสิ้น ผมแกงหม้อใหญ่พอสมควร แล้วก็ทำเป็นครั้งแรก ไม่เคยได้ทดลองชิมมาก่อน ผู้ที่มาเที่ยวชมงานก็มาดูให้กำลังใจรอลุ้นกันว่าจะเททิ้งหรือทุ่มทิ้ง
ผมก็ทำแบบสนุกมากเลยครับ ไม่คิดเลยด้วยว่าถ้ามันรสชาติทุเรศแล้วจะทำยังไง ต้องเลิกอาชีพนี้ไปเลยมั้ย? คิดอย่างเดียวในความเชื่อส่วนตัวว่า ถ้าวัตถุดิบดีแล้วผสมกันให้กลมกล่อม รสชาติต้องออกมาดีแน่นอน ผลออกมาว่าแกงหม้อนั้นที่ผสมตั้งชื่อว่า “แกงร้อนเนื้อผสมผักรู้รักสามัคคี” นั้นมีความอร่อยจริงๆ เลยครับ
ผู้ชมงานก็มาชิมกันทุกคนจนเกลี้ยงหม้อ ตัวผมเองนั้นมีความสุขมากที่ได้บอกความรู้สึกผ่านอาหารออกไปว่า คนไทยจากทุกภาคทุกภาษานั้นก็เปรียบเหมือนวัตถุดิบที่ดี หากนำมาผสมหรืออยู่รวมกันให้พอดีแล้วรับรองว่าอร่อยรุ่งเรืองแน่นอนครับ(ผ่านการทดลองมาแล้วจากชีวิตจริง) อย่าให้อะไรมันมากกว่าอะไรนะครับ...เดี๋ยวจะเข้าตำราว่าเก่งเจอเก่ง!อร่อยเจออร่อย!กินกันไม่ลง...สุดท้ายเททิ้งทั้งหม้อแน่นอนครับ/สวัสดีครับ







