
2556ปีแห่งการปล้นธนาคาร
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ปี 2556 นับเป็นปีที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับความเสียหายจากการถูกมิจฉาชีพก่อเหตุปล้นธนาคารมากที่สุด และเกิดเหตุทุกเดือนในจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ กระจายกันไปทั่วประเทศ แม้แต่สาขาในห้างสรรพสินค้าก็ไม่เว้น
ปัจจุบันจะไม่มีการจัดเก็บสถิติการปล้นธนาคารอย่างเป็นทางการว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่หากอิงจากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและข่าวที่เสนอผ่านสื่อต่างๆ คงต้องยอมรับว่าเหตุปล้นธนาคารที่เกิดขึ้นในปีนี้มีความถี่ที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดและประเมินว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 30 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกันหลายสิบล้านบาท
จนกลายเป็นประเด็นร้อนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องเชิญตัวแทนจากธนาคาร 18 แห่ง และผู้บริหารของบริษัทรับจ้างขนส่งเงินสดธนาคาร จำนวน 6 บริษัท มาร่วมประชุมวางแผนมาตรการป้องกันคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์กับธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม รถขนส่งเงินของธนาคาร
โดยธรรมชาติแล้วตัวเลขคดีปล้นธนาคารและร้านทองมักจะมีความสัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ทำมาค้าขายคล่องตัว อัตราการก่อคดีเหล่านี้มักจะอยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจชะลอตัว เกิดภาวะเงินฝืด ค่าครองชีพสูง คนเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง การจี้ปล้นก็มักจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนอาจกล่าวได้ว่าสถิติอาชญากรรมเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจในปีนั้นๆ ว่าเป็นดีหรือแย่
หากวิเคราะห์ตามตรรกะดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เศรษฐกิจไทยในรอบปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งตกอยู่ในภาวะที่แทบจะไร้แรงขับเคลื่อนจากการส่งออก การลงทุนของภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศ ในทางตรงข้ามอัตราหนี้ภาคครัวเรือนยังปรับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับ 80% จากผลต่อเนื่องของนโยบายประชานิยม จะส่งผลให้ธนาคารแทบทุกแห่งต่างตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรและได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า
ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า สถิติการปล้นธนาคารที่เพิ่มขึ้นน่าจะมีความเกี่ยวโยงกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยยอมรับว่ากสิกรไทยได้รับผลกระทบพอสมควรเนื่องจากธนาคารไม่มีนโยบายใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสาขา
อย่างไรก็ดี ธนาคารมีแผนจะเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ได้แก่ จัดหา รปภ.ประจำในสาขาที่ล่อแหลม เพิ่มการติดตั้งกล้องวงจรปิด จัดซักซ้อมรับมือเหตุร้าย ติดตั้งระบบประตูล็อกอัตโนมัติ ตรวจสอบซ่อมแซมสาขาในบริเวณที่ชำรุดและให้พนักงานหมั่นสังเกตบุคคลที่น่าสงสัย
นอกจากนี้ ธนาคารจะเพิ่มการดูแลตู้เอทีเอ็ม โดยติดตั้งชุดกล้องวงจรปิดในจุดที่ล่อแหลมและยึดฐานตู้เพื่อป้องกันกลุ่มโจรที่ใช้วิธีปล้นด้วยการนำรถมาลากตู้เอทีเอ็ม
สอดคล้องกับ เวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ที่ยอมรับว่า ธนาคารได้กำชับไปยังสาขาทั่วประเทศให้เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสาขาและตู้เอทีเอ็มมากเป็นพิเศษ หลังมีเหตุกลุ่มมิจฉาชีพออกตระเวนปล้นธนาคารบ่อยขึ้น โดยได้สั่งให้สาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าจัดหา รปภ.เข้าไปดูแลความปลอดภัย ขณะที่สาขาปกติซึ่งมีเจ้าหน้าที่ รปภ.อยู่แล้วจะต้องเพิ่มการสังเกตการณ์ด้านนอกด้วย และหากเป็นไปได้จะกำหนดวงเงินสดสำรองต่อสาขาไม่ให้สูงจนเกินไป
ไม่เพียงแต่ปัญหาการปล้นสาขาเท่านั้นที่สร้างความปวดหัวให้กับธุรกิจแบงก์ในปีนี้ เพราะในรอบปีที่ผ่านมาหลายธนาคารยังต้องรับมือกับกลุ่มโจรไฮเทค ที่ออกตระเวนติดตั้งเครื่องสกิมมิ่งตามตู้เอทีเอ็มเพื่อโจรกรรมข้อมูลจากแถบแม่เหล็กบนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของลูกค้า จนสร้างความเสียหายรวมกันไปอีกกว่า 1.3 ล้านบาท และกลายเป็นกระแสความตื่นตระหนกในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ หากมองข้ามไปถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ซึ่งทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเห็นพ้องกันว่ามีความเสี่ยงที่จีดีพีจะยังขยายตัวได้ในระดับ 3% ใกล้เคียงกับปีนี้ ทำให้มีโอกาสสูงในปี 2557 นี้ ธุรกิจธนาคารอาจจะต้องเดินแบบเสียวสันหลังกันต่อไป







