
เอกชนชง3ด้านปฏิรูปท่องเที่ยวก่อนเพื่อนบ้านแซง
ชงปฏิรูปท่องเที่ยวไทย มุ่งปราบคอร์รัปชั่น เน้นสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย ปั๊มรายได้ปี 2558 ตามเป้า
ชงปฏิรูปท่องเที่ยวไทย มุ่งปราบคอร์รัปชั่น เน้นสิ่งแวดล้อมความปลอดภัย ปั๊มรายได้ปี 2558 ตามเป้า
นายเจริญ วังอนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า เตรียมประสานความร่วมมือกับสมาคมด้านการท่องเที่ยวทุกแห่ง เช่น สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) วางแผนปฏิรูปการท่องเที่ยวไทยครั้งใหญ่ปี 2557 เพื่อวางทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรมชัดเจน
ทั้งนี้ แนวทางการปฏิรูปจะเน้น 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.การตรวจสอบปราบปรามคอร์รัปชั่นด้านการท่องเที่ยวของหน่วยงานรัฐและเอกชน 2.พัฒนาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ที่เป็นหัวใจหลักสร้างรายได้หมุนเวียนให้ประเทศ และ 3.มาตรการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ มุ่งลบภาพลักษณ์ประเทศเสี่ยงด้านความปลอดภัย
“ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทุกสาขาต้องร่วมแรงร่วมใจทำแผนปฏิรูปการท่องเที่ยว เพื่อใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นฟันเฟืองหลักสร้างรายได้เข้าประเทศ การทำงานต่างๆ ต้องตรวจสอบได้ ที่ผ่านมาการบริหารจัดการของรัฐหลายเรื่องสร้างความเสียหายให้กับประเทศ สูญเสียโอกาสทางการแข่งขัน ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องเป็นฝ่ายสร้างไอเดียให้รัฐใช้เป็นแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง โดยไม่รอให้รัฐสั่งการเพียงฝ่ายเดียว” นายเจริญ กล่าว
นอกจากนี้ แผนปฏิรูปดังกล่าวจะช่วยประคองให้ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้เข้าประเทศในปี 2558 ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.2 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน โดยไทยมีศักยภาพเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียนได้อย่างไร้คู่แข่ง แต่หากไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในอีก 5 ปีข้างหน้าเชื่อว่าคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างมาเลเซีย เวียดนาม จะพัฒนาการท่องเที่ยวแซงหน้าไทย
สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในปี 2557 คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 15% จำนวนนักท่องเที่ยว 28 ล้านคน สร้างรายได้ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท โดยเหตุการณ์ชุมนุมจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากนัก เพราะมีพื้นที่การชุมนุมที่ชัดเจน และไม่มีความรุนแรง ขณะที่การขนส่งสามารถเข้าถึงจังหวัดท่องเที่ยวรองได้สะดวก
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าแอตต้าเตรียมขยายตลาดกลุ่มอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและอินโดจีนเพิ่มขึ้น คาดว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางผ่านสมาชิกแอตต้าเพิ่ม 10-15% ราว 5 ล้านคน จากปีนี้ 4 ล้านคน







