
ประมูลทีวีดิจิตอล
วงการทีวีบ้านเรา เริ่มต้นจากทีวีขาวดำ ซึ่งสมัยนั้นมีจำนวนช่องน้อยกว่าฟรีทีวีในปัจจุบัน คนไทยสมัยก่อนจะมานั่งรวมกันที่ห้องรับแขกนั่งดูทีวีร่วมกัน ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไทยสมัยนั้นจะแนบแน่นกันมาก ยิ่งถ้าเป็นต่างจังหวัดแล้ว บางหมู่บ้านมีแต่บ้านบางหลังเท่านั้นที่มีทีวีดูกัน เพื่อนบ้านที่ไม่มีทีวีก็จะมาขอร่วมวงดูทีวีกัน ยิ่งถ้ามีการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลนัดสำคัญ ที่ทีมไทยแข่งกับชาติอื่น บ้านหลังที่มีทีวี ต้องเตรียมปูเสื่อต้อนรับเพื่อนบ้าน มีการเชียร์เป็นที่สนุกสนาน จนก้าวเข้ามาสู่ Generation ที่เป็นทีวีสี
วงการทีวีบ้านเรา เริ่มต้นจากทีวีขาวดำ ซึ่งสมัยนั้นมีจำนวนช่องน้อยกว่าฟรีทีวีในปัจจุบัน คนไทยสมัยก่อนจะมานั่งรวมกันที่ห้องรับแขกนั่งดูทีวีร่วมกัน ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไทยสมัยนั้นจะแนบแน่นกันมาก ยิ่งถ้าเป็นต่างจังหวัดแล้ว บางหมู่บ้านมีแต่บ้านบางหลังเท่านั้นที่มีทีวีดูกัน เพื่อนบ้านที่ไม่มีทีวีก็จะมาขอร่วมวงดูทีวีกัน ยิ่งถ้ามีการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลนัดสำคัญ ที่ทีมไทยแข่งกับชาติอื่น บ้านหลังที่มีทีวี ต้องเตรียมปูเสื่อต้อนรับเพื่อนบ้าน มีการเชียร์เป็นที่สนุกสนาน จนก้าวเข้ามาสู่ Generation ที่เป็นทีวีสี
ปัจจุบันจำนวนช่องฟรีทีวีก็มีมากขึ้น ระดับรายได้ของคนไทยที่สูง ขึ้นกอปรกับราคาเครื่องทีวีสีปัจจุบันในบ้านเรามีราคาถูกลงมาก ทำให้ปัจจุบันหลายๆ บ้านมีทีวีมากกว่า 1 เครื่อง ผมเองอยู่คนเดียวยังมีทีวี 3 เครื่อง ก็นับว่า จอใหญ่ แล้วปัจจุบันทีวีมีถึงขนาด 84 นิ้วแล้ว เป็นโชคดีของเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเด็กเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับทีวีสี ไม่รู้จักหน้าตาของทีวีขาวดำกัน ผมคิดว่าราคาทีวีที่บ้านเราคงจะถูกกว่าราคาทีวีใน กลุ่มประเทศเอเชียใต้ เพราะว่าผมเห็นคนอินเดียที่มาเที่ยวบ้านเรา ขนทีวีกลับบ้านเขากันคนละเครื่อง 2 เครื่อง น่าดีใจแทนผู้ผลิตทีวีในประเทศของเรา
ที่เกริ่นมาตั้งนาน ก็เพราะว่า บทความสัปดาห์นี้ ผมอยากจะเขียนถึงเรื่องการประมูลทีวีดิจิตอล ที่จะเริ่มทำการประมูลกันในวันที่ 26-27 ธ.ค.นี้ โดย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กำหนดให้มีการประมูลช่องเอชดี 7 ช่อง เวลา 08.00-14.00 น. และช่องวาไรตี้ อีก 7 ช่อง เวลา 14.00-20.00 น. ในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ ส่วน วันที่ 27 ธ.ค.จะประมูล ช่องข่าว 7 ช่อง เวลา 08.00-14.00 น. และช่องเด็กอีก 3 ช่อง เวลา 14.00-20.00 น. โดย ใบอนุญาตทุกใบมีอายุ 15 ปี รวมจำนวนช่องที่ประมูล 24 ช่อง โดยมี ผู้เข้าร่วมประมูลช่องเอชดี รวม 9 ราย ช่องวาไรตี้ 16 ราย ช่องข่าว 10 ราย และช่องเด็ก 6 ราย และช่องเอชดีมีราคาเริ่มต้นที่ 1,510 ล้านบาท ช่องวาไรตี้มีราคาเริ่มต้นที่ 380 ล้านบาท ช่องข่าวมีราคาเริ่มต้นที่ 220 ล้านบาท และช่องเด็กมีราคาเริ่มต้นที่ 140 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าช่องที่จะขับเคี่ยวกันมากที่สุดน่าจะเป็นช่องวาไรตี้ที่มีช่องสำหรับการประมูลเพียง 7 ช่อง แต่ผู้เข้าร่วมประมูลถึง 16 ราย ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่ก็เป็นหน้าเดิมเกือบทั้งหมด คือทั้งรายที่เป็นผู้ให้บริการฟรีทีวีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 7 9 รวมทั้ง กลุ่มเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม กลุ่มหนังสือพิมพ์ และกลุ่ม Content Provide เช่น Grammy RS เนชั่น อมรินทร์การพิมพ์ โพสต์พับลิชชิง เวิร์คพอยท์ ไทยรัฐ เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่ม Content Provider เป็นกลุ่มที่เคยเจ็บช้ำน้ำใจ เป็นกลุ่มที่ต้องกินน้ำใต้ศอกของเจ้าของสถานีฟรีทีวีในปัจจุบัน ที่บางครั้งรายการถูกปลดออกจากผังรายการไปเสียดื้อๆ ผลิตรายการหรือละครออกมาแล้ว ไม่มีช่องที่จะออนแอร์ได้หรือได้ช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดี กลุ่มนี้ได้หันมาทำทีวีดาวเทียมกันแล้วส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น แกรมมี่ RS ซึ่งมีหลายช่วงเลยทีเดียว รวมทั้ง เวิร์คพอยท์ เนชั่น ฯลฯ
การประมูลคงจะสู้กันดุเดือดเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับรายที่ประมูลได้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายจากจำนวนเงินที่ประมูล รวมทั้งค่าเช่าโครงข่ายซึ่งก็มีผู้ที่พร้อมจะให้บริการอยู่หลายราย ซึ่งราคาค่าเช่าของแต่ละรายจะไม่เท่ากัน ดูเหมือนว่าค่าเช่าโครงข่ายของ อสมท.จะแพงที่สุด ในขณะที่ของไทยพีบีเอสจะราคาถูกที่สุด
ผมไม่ทราบว่าราคาที่แตกต่างกัน เป็นเพราะว่าคุณภาพของโครงข่ายและการเข้าถึง Eyeballs มากกว่ากันหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ ราคาค่าโฆษณาจากนี้ไป คงจะถูกลงโดยเฉพาะช่องฟรีทีวี เพราะว่าจะมีช่องทีวีดิจิตอลเกิดใหม่ ถึง 48 ช่อง โดย 24 ช่องเป็นเพื่อธุรกิจ และอีก 24 ช่องที่เหลือ จะเป็นช่องเพื่อสังคม เมื่อจู่ๆ มี Supply มากขึ้นจาก 6 6 ช่อง เป็น 30 ช่อง (นับเฉพาะช่องธุรกิจ) เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ช่องฟรีทีวีเดิมที่เคยรับบทเป็นโดมผู้จองหอง คงจะต้องรับบทตรงกันข้าม แล้วจากที่ Content Provider และเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการจะซื้อเวลาโฆษณา แทบจะต้องกราบกรานเพื่อจะได้เวลาในช่วง Primetime และยังต้องจ่ายค่าโฆษณาที่แพงขึ้นเกือบทุกปี หลังการประมูลสัก 12 ปี เมื่อช่องทีวีดิจิตอลเข้าถึงผู้ชมทางบ้านได้มากสัก 90% ขึ้นไป เวลานั้นเราจะเห็นค่าโฆษณาที่ถูกลง และนับจากเดือน ก.พ.ปีหน้าที่เราจะได้ดูช่องทีวีดิจิตอลกันแล้ว กลุ่ม Content Provider คงจะกลายเป็นตัวเงินตัวทองขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะว่า 24 ช่องใหม่ คูณกับจำนวนชั่วโมงที่ออนแอร์ สมมติว่าออนแอร์ช่อง 05.00-01.00 น. คิดเป็นวันละ 20 ชั่วโมงนั่นหมายความว่า ช่องทีวีดิจิตอลใหม่ต้องการ Content สำหรับออนแอร์ถึงวันละ 480 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 3,360 ชั่วโมง
คิดแล้วเห็นทีคงต้องไปขอร่วมทุนกับ บริษัทที่ผลิต Content ดีๆ ขนาดเล็ก สัก 23 บริษัทเอาไว้ป้อนช่องทีวีเกิดใหม่เหล่านี้แล้ว ล่ะครับ







