
สมูชชี จูซ กล้าเสี่ยงเพื่อความสำเร็จ
“เพราะการ ‘เริ่มต้น’ มักเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการเริ่มทำธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ความล้มเหลวมักมาก่อนความสำเร็จเสมอ
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
“เพราะการ ‘เริ่มต้น’ มักเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการเริ่มทำธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ความล้มเหลวมักมาก่อนความสำเร็จเสมอ แต่หากเราไม่กล้าเสี่ยงลงมือทำเพื่อล้มเหลวก่อน เราก็อาจไม่ได้ลิ้มรสความสำเร็จเช่นกัน”
หลิน ลี และ หวัง ชิน โลวห์ สองสาวเพื่อนซี้ชาวมาเลเซีย เล่าย้อนถึงบทเรียนสำคัญที่ได้รับจากการเปิด สมูชชี จูซ ธุรกิจน้ำผลไม้คั้นสดบรรจุขวดในมาเลเซีย ที่ในวันนี้ประสบความสำเร็จได้จากความกล้าเสี่ยงลงมือทำล้วนๆ แม้รู้ว่าจะล้มเหลว
“ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนเปิดสอนการทำธุรกิจ น้ำผลไม้โดยตรง หรือมีหนังสือแนะนำสำหรับการ ตั้งบริษัทน้ำผลไม้วางขาย ดังนั้นเราจึงต้องเดินหน้า ค้นคว้าหาความรู้อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเตรียมพร้อมก่อนก้าวลงสู่สังเวียนธุรกิจนี้” สองสาว กล่าว
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการศึกษาหาความรู้ก่อนลงสนามจริงจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้น เพราะธุรกิจน้ำผลไม้คั้นสดใหม่บรรจุขวดไม่ใช่สินค้าใหม่ในตลาด
เหตุเพราะในขณะนั้น แบรนด์บูส จูซ บาร์ เจ้าของน้ำผลไม้คั้น 100% บรรจุขวดยักษ์ใหญ่ ได้ครองตลาดกลุ่มคนเมืองของมาเลเซียมาได้สักพักแล้ว เป็นเหตุให้ในช่วงแรกของการเปิดขายจึงซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ต่างเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่รู้จักและคุ้นเคยมากกว่า
และแม้ว่าทั้งคู่จะเดินหน้าทำตามตำราธุรกิจด้วยวิธีตัดราคาสินค้าสู้กับคู่แข่งให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้เพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้า แต่นั่นก็มีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของสมูชชี จูซ ยิ่งย่ำแย่ลง เพราะนอกจากจะส่งผลให้กำไรลดลงแล้ว ยังส่งผลให้คุณค่าของสินค้าภายใต้แบรนด์สมูชชี จูซ ลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน ทางร้านบูส จูซ บาร์ ก็เข้ามาติดต่อเสนอให้ดำเนินธุรกิจร่วมกัน ซึ่งทั้งสองสาว ตอบตกลงทันที เนื่องจากมองว่า กลยุทธ์ “ผนึกกำลัง” น่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจมากกว่าการดื้อดึงแข่งขัน ตัดราคาซึ่งกันและกันต่อไป เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการแต่ละแบรนด์ต่างพยายามส่งสิ่งดีๆ แก่ลูกค้าให้มีสุขภาพดีเช่นเดียวกัน
“ภายหลังจากที่ทางบูส จูซ บาร์ ติดต่อมาให้เริ่มดำเนินธุรกิจร่วมกัน เราก็ตกลงทันที และตอนนี้เราก็จัดส่งสินค้าแบรนด์ของเราให้กับร้านสาขาของบูส จูซ บาร์ ทั้ง 5 แห่งรอบเมืองแคลงวัลเลย์” ลี ระบุ
เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ชาญฉลาด เพราะไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้สมูชชี จูซ ได้ขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมแล้ว อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้การดำเนินธุรกิจจากมืออาชีพได้อีกทางหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถเจรจาเพื่อจัดส่งผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์สมูชชี จูซ ให้กับร้านค้าปลีกต่างๆ อย่างน้อย 7 แห่งแล้ว ทว่าสองนักธุรกิจสาวไฟแรงยังคงวางแผนที่จะขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
ทั้งคู่คิดการใหญ่ตั้งเป้าเปิด โรงงานสมูชชี ขนาดย่อมขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การผลิตต่างๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องพาสเจอไรซ์และเครื่องมือฆ่าเชื้อ เพื่อยืดอายุน้ำผลไม้ให้สามารถคงความสดใหม่ถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้นนั่นเอง
และเพื่อเป็นการสานฝันเปิดโรงงานให้สำเร็จ หลินและหวังจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแข่งขัน “ประกวดนวัตกรรมธุรกิจเอสเอ็มอี” ที่ภาครัฐบาลและเอกชนร่วมจัดขึ้น ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลสูงถึง 2.5 แสนริงกิต เพียงพอที่จะใช้เป็นเงินทุนตั้งต้นในการจัดตั้งโรงงานได้อย่างสบายๆ ทีเดียว
“หากเราไม่คิดการใหญ่ ไม่คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จ เราคงไม่มีวันนี้ เพราะหากวันนั้นเราหยุดที่จะเติบโตเพียงเพราะเราไม่มีเงินทุน เราก็คงไม่มีวันมีโรงงานตามที่ตั้งใจไว้ และแม้ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศผู้ชนะ แต่การเป็นธุรกิจอาหารเพียงแห่งเดียวที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ 1 ใน 3 แค่นี้เราก็เป็นผู้ชนะแล้ว” หลินและหวัง ฝากไว้เป็นข้อคิด







