
เฟเบอร์-คาสเทลล์
หากเอ่ยถึงดินสอสีไม้และเครื่องเขียนที่เป็นตำนานอย่าง เฟเบอร์คาสเทลล์ เชื่อว่าคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หากเอ่ยถึงดินสอสีไม้และเครื่องเขียนที่เป็นตำนานอย่าง เฟเบอร์-คาสเทลล์ เชื่อว่าคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ผลิตสีไม้และดินสอไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากเยอรมนีและก่อตั้งมานานกว่า 250 ปี เต็มไปด้วยคุณภาพที่คับแน่นแจ่มแจ๋วกว่าใคร
ความสำเร็จของ เฟเบอร์คาสเทลล์ ถือว่าเป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จของธุรกิจขนาดกลางที่น่าสนใจทีเดียว เพราะทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่ธุรกิจที่บริหารโดยคนในครอบครัวตระกูล “คาสเทลล์” แต่กลับสามารถยกระดับให้ขึ้นแท่นกลายเป็นบริษัทดินสอไม้และอุปกรณ์เครื่องเขียนระดับโลกได้ อีกทั้งยังสามารถส่งออกไปขายในหลายประเทศทั่วโลก จนนำรายได้มาสู่ประเทศชาติอย่างมหาศาลในแต่ละปี โดยในปีที่แล้ว บริษัทมีรายได้จากยอดขายจากทั่วโลก ประมาณ 24.2 ล้านยูโร (ราว 1,064 ล้านบาท)
เคาต์ แอนตันโวล์ฟกัง ฟอน เฟเบอร์คาสเทลล์ ผู้บริหารของบริษัทเครื่องเขียนชื่อดัง เผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้สามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขันเอาไว้ได้ว่า เกิดจากความทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการดีไซน์ออกแบบสินค้า และพัฒนาสินค้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของเฟเบอร์คาสเทลล์ เป็นสินค้าที่มีคุณค่าและหรูหรา เป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง จึงทำให้การผลิตในประเทศที่มีต้นทุนสูงไม่เป็นปัญหา
ถึงกระนั้น แม้ปัจจุบันบางโรงงานของบริษัทจะไม่ได้อยู่ในเยอรมนี เพราะมีบางโรงงานที่ไปตั้งอยู่ในบราซิลและอินโดนีเซีย แต่โรงงานเหล่านั้นก็เป็นของบริษัทเอง ไม่ได้จ้างให้ผู้อื่นผลิตให้
ดังนั้น บริษัทจึงสามารถรักษาความรู้และเทคนิคการผลิตดินสอและเครื่องเขียนชั้นยอด รวมถึงเทคนิคการผลิต (โนว์ฮาว) เอาไว้ได้
ผู้บริหารที่สืบทอดกิจการของตระกูลมาหลายชั่วอายุคน กล่าวต่อว่า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ความสะดวกรวดเร็วในการควบคุมคุณภาพการผลิตเอาไว้ ซึ่งถือว่าต่างไปจากบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ เช่น แอปเปิล ที่พึ่งพาการเอาต์ซอร์สกระบวนการผลิตเกือบทั้งหมดไปยังเอเชีย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยทำให้ เฟเบอร์คาสเทลล์ สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจเอาไว้ได้ แต่บริษัทก็ยังคงต้องเผชิญความท้าทายอยู่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคของลูกค้าที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตมากขึ้น ขณะที่ดินสอและสีไม้เพื่อวาดภาพกำลังน้อยลงทุกขณะ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นเด็กๆ
“ความท้าทายที่สุดของ เฟเบอร์คาสเทลล์ คือ วิวัฒนาการขีดเขียนจะพัฒนาไปในทิศทางไหน ท่ามกลางภาวะที่เทคโนโลยีดิจิตอลกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น” เฮอร์แมน ซิมอน ที่ปรึกษาด้านการจัดการ ผู้ที่เคยนิยามถึงความสำเร็จของเฟเบอร์คาสเทลล์ กล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นความท้าทายที่ยังไม่รู้ว่า เฟเบอร์คาสเทลล์ จะเอาตัวรอดไปได้ไหม แต่ทางผู้บริหารบริษัทเชื่อว่าจะฟันฝ่าไปได้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทที่ตั้งมาในปี 1761 เผชิญกับความท้าทายครั้งแรก โดยในปี 1978 สมัยที่ เคาต์ แอนตัน ขึ้นมาบริหารแทนบิดาที่เสียชีวิตไป เจ้าตัวก็ต้องพบกับเทคโนโลยีเครื่องคิดเลขที่เริ่มแพร่หลายในขณะนั้น จนทำให้ยอดขายไม้บรรทัดเลื่อนที่ใช้ในการคำนวณตัวเลข มียอดขายตกอย่างน่าใจหาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นบริษัทเป็นผู้นำด้านดังกล่าว
หลังจากที่ต้องพบกับความตกต่ำครั้งใหญ่ จนสร้างความท้อแท้อย่างหนักต่อการรักษาให้ธุรกิจครอบครัวยังเดินหน้าต่อไปได้ ในที่สุด เคาต์ แอนตัน ก็พอจะเห็นแสงไฟแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา บอสตัน คอนเซาติ้ง กรุ๊ป ในการช่วยวางยุทธศาสตร์ของบริษัท เฟเบอร์คาสเทลล์ ให้หันมามุ่งเน้นในตลาดบนมากขึ้น หรือตลาดเฉพาะด้านที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น เช่น ดินสอไม้สำหรับศิลปิน ปากกาหมึกซึมที่ผลิตอย่างดี ควรค่าแก่การเก็บรักษาและมอบเป็นของขวัญให้กับคนที่รักและเคารพ
ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้จากการขายสินค้าในตลาดพรีเมียม และตลาดบน คิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของยอดขายเลยทีเดียว
“คุณจะต้องเปลี่ยนตนเองไปเรื่อยๆ และถ้าวันหนึ่งวันใด คุณเอนหลังนอนลง แล้วพูดว่าคุณพอใจกับสินค้าของคุณแล้ว เมื่อนั้นเท่ากับว่า คุณได้เริ่มก้าวถอยหลังแล้ว” เคาต์ แอนตัน กล่าวพร้อมเสริมว่า การเขียนจะไม่สูญหายไปในอนาคต เพราะตราบใดที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ทักษะต่างๆ การวาดเขียนจึงยังจำเป็นอยู่







