
อีพีจีอัด1,800ล.รุกโพลีเมอร์
อีพีจีลั่นแผน 5 ปี ลงทุน 1,800 ล้าน เล็งไตรมาส 3 ปีหน้าระดมทุน 1 หมื่นล้าน
อีพีจีลั่นแผน 5 ปี ลงทุน 1,800 ล้าน เล็งไตรมาส 3 ปีหน้าระดมทุน 1 หมื่นล้าน
นายภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ หรืออีพีจี ผู้ดำเนินธุรกิจแปรรูปโพลีเมอร์และพลาสติก เปิดเผยว่า แผนธุรกิจ 5 ปี บริษัทจะลงทุน 1,500-1,800 ล้านบาท เพื่อขยาย 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ผลิตพื้นปูกระบะและชิ้นส่วนรถยนต์ ฉนวนความร้อน บรรจุภัณฑ์ แบ่งเป็น ลงทุน 500 ล้านบาท ในธุรกิจพื้นปูกระบะและชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อรองรับกับอุตสาหกรรมรถยนต์ปีหน้าจะฟื้นตัวดีขึ้น ลงทุน 160 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตในจีนอีก 30-40% ของกำลังผลิตเดิม
นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียม ยื่นไฟลิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงไตรมาส 3 ของปีหน้านี้ โดยวางแผนจะระดมเงินทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจแปรรูปโพลีเมอร์และพลาสติกไปในอเมริกา ยุโรป และอาเซียน
ทั้งนี้ การรุกขยายธุรกิจในเชิงรุก บริษัทมองว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว เช่น อเมริกา ส่งผลให้อุตสาหกรรมแปรรูปโพลีเมอร์และพลาสติกมีอัตราการเติบโต รวมทั้งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะยิ่งผลักดันให้เกิดการใช้โพลีเมอร์และ พลาสติกในอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นายภวัฒน์ กล่าวว่า ในปีหน้านี้จะเปิดตัวสินค้าใหม่เจาะกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงาน รถยนต์อเนกประสงค์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโต อีกทั้งเตรียมสร้างศูนย์กระจายสินค้าในเยอรมนี จากปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้า 3 ธุรกิจ 15 ประเทศ และจะเพิ่มเป็น 30 ประเทศในอีก 2 ปีนี้
“เป้าหมายของอีพีจีต้องการขยายตลาดต่างประเทศ โดยสร้างรายได้สัดส่วน 30-40% ทุกกลุ่มธุรกิจ ส่วนในประเทศเหลือเพียง 60-70% เท่านั้น ส่วนหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจเพื่อก้าวสู่ ผู้ผลิตชั้นนำของโลก คือ การลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ปีหน้านี้ใช้งบถึง 100-120 ล้านบาท และจะเปิดตัวบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง เจาะกลุ่มแม่ค้าริมถนน” นายภวัฒน์ กล่าว
ด้านผลประกอบการอีก 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้า 1.8 หมื่นล้านบาท จากปีนี้มีรายได้ 1 หมื่นล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากตลาดอเมริกา จีน และอาเซียน มีสัดส่วนรายได้เพียงแค่ 56% และปี 2557 คาดว่ามีอัตราการเติบโต 10% จากปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ผลิตพื้นปูกระบะและชิ้นส่วนรถอันดับหนึ่งของโลกและฉนวนยางรั้งอันดับ 3 ของโลก
ขณะที่กลุ่มธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน ใช้งบลงทุน 300 ล้านบาท จะเร่งขยายฐานการผลิตเพิ่มจาก 9 แห่ง เป็น 15 แห่งอาทิ ตะวันออกกลาง รัสเชีย และอเมริกา ซึ่งจะเป็นลักษณะการให้ไลเซ่นส์หรือโนฮาวด์ และสนใจตั้งโรงงานอินเดียตอนใต้ ส่วนกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารทุ่มงบ 700 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งที่ 2 จ.ระยอง ในปี 58 กำลังผลิตเพิ่มขึ้น 50-60%
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารในตลาดอาเซียน 3 แห่ง คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อรองรับกับแผนขยายตลาดอาเซียน ตั้งเป้ารายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20% จากช่วงที่ผ่านมาธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในไทยไม่มีอัตราการเติบโต บริษัทได้วางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้นำระดับเอเชียในด้านบรรจุภัณฑ์







