
ความชอบธรรมของรัฐบาล
อีกเพียงไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปี 2556 แล้ว เรากำลังก้าวเข้าใกล้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เข้าไปอีก 1 ก้าว ขณะที่เวลาในการเตรียมตัวก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ แต่ปัญหาการเมืองที่รุมเร้ายิ่งโหมหนักขึ้น เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ประชาชนจากทุกภาคส่วน ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด รวมทั้งคนไทยในต่างแดน ร่วมใจกันออกมาแสดงพลังทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้การแสดงประชามติด้วยการเดินเท้าครั้งนี้ไม่สูญเปล่า
อีกเพียงไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปี 2556 แล้ว เรากำลังก้าวเข้าใกล้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เข้าไปอีก 1 ก้าว ขณะที่เวลาในการเตรียมตัวก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ แต่ปัญหาการเมืองที่รุมเร้ายิ่งโหมหนักขึ้น เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ประชาชนจากทุกภาคส่วน ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด รวมทั้งคนไทยในต่างแดน ร่วมใจกันออกมาแสดงพลังทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้การแสดงประชามติด้วยการเดินเท้าครั้งนี้ไม่สูญเปล่า
กลับมาดูการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่อาเซียน ปีที่ผ่านมา เวลาดิฉันเจอคนจากประเทศเพื่อนบ้าน เขามักบอกว่าเรามีการเตรียมความพร้อมมาก แต่ถ้าหากให้เราตอบแบบจริงใจกับตัวเอง ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงคิดเหมือนกันว่า “เรายังไม่ได้พร้อมเต็มที่”
ที่ผ่านมา มีการจัดประชาสัมพันธ์ สัมมนาให้ความรู้เรื่องเออีซีมากมาย ใช้เงินไปมหาศาล แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกถึงผลที่ได้รับจากการจัดงานเหล่านั้น ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะคุ้มกับเงินงบประมาณและเวลาที่ทุ่มเทลงไปหรือไม่ เพราะหลายกิจกรรมผิวเผินเกินกว่าจะเกิดผลในทางปฏิบัติ
หากมองจากภาพรวมระดับภูมิภาค สภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจแปซิฟิก (Pacific Economic Cooperation Council หรือ PECC) ได้สำรวจสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และประเมินว่าถึงสิ้นปีนี้เศรษฐกิจภาพรวมของกลุ่มจะขยายตัวเพียง 3.5% ขณะที่ปี 2557 จะขยายตัว 3.9% มากกว่าปีนี้เล็กน้อย
ผลการสำรวจดังกล่าวให้ข้อแนะนำว่า ประเทศสมาชิกต้องช่วยกันพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตแข็งแรงต่อไป เพื่อให้เกิดการขยายตัวต่อเนื่อง รัฐบาลแต่ละประเทศต้องดำเนินนโยบายสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งภาคเอกชน ภาคการผลิต การจ้างงาน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าระหว่างประเทศ
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ TPPคือ สองความร่วมมือที่ถูกระบุว่า ต้องดำเนินการอย่าง “ตั้งใจ” และ“จริงจัง” ไม่ให้ล่าช้า
ในส่วนของ RCEP มีการพูดถึงเสมอว่า แต่ละประเทศยังไม่แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนว่าต้องการให้เกิดการค้าเสรี เพราะแต่ละประเทศยังคงมีปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ไทยเองมีปัญหาหนักหนากว่านั้นมาก เพราะเรามีปัญหาการเมืองที่จะต้องเร่งแก้ไขก่อนปัญหาทางเศรษฐกิจ
รากฐานปัญหาทั้งหมดมาจาก 2 เรื่องค่ะ คือความมั่นคงทางการเมือง และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
1.เมื่อการเมืองไม่มั่นคง รัฐบาลต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อาจถึง 90% ในการจัดการปัญหาการเมือง จึงแทบไม่มีเวลาคิดแก้ปัญหาและพัฒนาส่วนอื่น 2.แม้รัฐบาลอาจมีเวลาดำเนินโครงการต่างๆ แต่ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่น คิดว่าโครงการต่างๆ แฝงไปด้วยวาระซ่อนเร้นหรือคอร์รัปชั่น นโยบายต่างๆ ย่อมไม่เดินหน้าไปไหน
ดังนั้นแล้ว วิธีการรับมืออาเซียนที่จำเป็นที่สุดในขณะนี้ จึงต้องกลับมาเริ่มต้นที่ภาคการเมือง ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นถือมั่นทั้งเรื่องของนิติรัฐและนิติธรรม ขณะที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย “การกระทำ” เป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม สร้างความเชื่อมั่น สร้างบรรยากาศที่ทำให้เห็นว่าจะไม่มีการคอร์รัปชั่นไม่ว่าในการดำเนินโครงการใดๆ แล้วมุ่งเดินหน้าโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
รัฐบาลนั้นเปรียบเสมือนพ่อ แม่ ที่มีลูกหลายคน จะเลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้ จะเลือกเลี้ยงลูกบางคนที่เอาใจ ประจบประแจงพ่อ แม่ ก็ไม่ได้ และจะเอาชนะคะคานไม่รู้จักผ่อนปรนก็ไม่ได้ ต้องรู้จักเลี้ยงลูกโดยใช้หลักธรรม
ที่สำคัญคือ ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลจะต้องยึดมั่นว่า“ความชอบธรรมคืออำนาจ” ไม่ใช่ “อำนาจคือความชอบธรรม”







