
เปิดวิสัยทัศน์ "ผอ.สสว."ดันไทยฮับวิสาหกิจอาเซียน
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
หลังตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่างเว้นมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2555 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2556 ก็ได้ “ปฏิมา จีระแพทย์” อดีตผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เข้ามานั่งตำแหน่ง ซึ่งล่าสุดผู้อำนวยการ สสว.คนใหม่ได้เปิดเผยทั้งแผนระยะสั้นและยาวที่จะดำเนินการใน 4 ปีต่อจากนี้
“ปฏิมา” เปิดเผยวิสัยทัศน์ว่า จะขับเคลื่อน สสว.ให้มีบทบาทดำเนินการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ของภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2560 โดยแผนระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการใน 6 เดือน ได้แก่ 1.รวบรวมข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ 2.หามาตรการบรรเทาด้านการเงินและภาษี ซึ่งขณะนี้ได้หารือสถาบันการเงินหลายแห่งหาช่องทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น
3.เร่งฝึกอบรมเอสเอ็มอีในการจัดทำและสามารถใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติขึ้นยังสามารถทำธุรกิจได้ 4.ปรับปรุงฐานข้อมูลเอสเอ็มอีให้ครบถ้วนและทันสถานการณ์ 5.แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์กรของ สสว. พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ และ 6.ปรับปรุงช่องทางการสื่อสารกับผู้ประกอบการ
“ที่จะมีการจัดทำและเปิดเผยภายใน 6 เดือนนี้อีกส่วนหนึ่ง คือ แผนการผลักดันจีดีพีของเอสเอ็มอีต่อจีดีพีรวมของประเทศให้เป็น 40% ภายในปี 2559 ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มให้สูงกว่าเป้าหมายของแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2555-2559) ที่ตั้งไว้ที่ 38% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 37%” ปฏิมา กล่าว
ส่วนแผนระยะยาวที่จะทยอยดำเนินการใน 4 ปีนี้ “ปฏิมา” กล่าวว่า สสว.จะยังคงเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมเอสเอ็มอี และแบ่งงานให้ชัดเจนระหว่างหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดูแลเอสเอ็มอี คือ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันการก่อสร้าง สถาบันยานยนต์ สถาบันพลาสติก
ถัดมาคือ การยกระดับโอท็อปให้ขึ้นเป็นเอสเอ็มอี หรือโอท็อป พลัส ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อประดับ 45 ดาว เชื่อมกับการท่องเที่ยวเชิงภูมิปัญญา วัฒนธรรม ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงยกระดับความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจและการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง สสว.จะร่วมกับห้างค้าปลีกค้าส่ง โมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์ เพื่อจัดทำโอท็อปคอร์เนอร์ และนำสินค้าโอท็อปเข้าไปขาย
ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า อีกแผนงานหนึ่ง คือ การตั้งเอสเอ็มอีเซ็นเตอร์ โดยจะเริ่มจากเปิดในสาขาหลักในภูมิภาคต่างๆ ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และร่วมมือกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) จัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งในด้านการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ เพื่อให้้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางวิสาหกิจของภูมิภาคอาเซียน สสว.จะประสานกับหน่วยงานด้านเอสเอ็มอีทั้งในและต่างประเทศ อาเซียนบวก 6 รวมถึงกลุ่มตลาดที่น่าสนใจ เพื่อสร้างเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการ ล่าสุด สสว.ได้ประสานกับหน่วยงานด้านเอสเอ็มอีของญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เยอรมนี แอฟริกาแล้ว
“จะต้องเร่งผลักดันให้ สสว.กลับมามีบทบาทอีกครั้ง เพราะเดิม สสว.เคยได้รับงบสนับสนุนถึงปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่เพราะบทบาทที่ผ่านมาอาจไม่ชัดทำให้งบประมาณที่ได้รับลดลง” ปฏิมา กล่าว
ทั้งนี้ ภายใต้งบประมาณที่ได้รับในปี 2557 นั้น สสว.วางเป้าหมายว่าจะเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอี 1.1 หมื่นราย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไม่น้อยกว่า 2,100 ผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการมีรายได้จากโอกาสทางการตลาดไม่น้อยกว่า 620 ล้านบาท







