
จะใช้สิทธิภาษี ต้องระวังเงื่อนไข RMF
ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันไปแล้วว่า ถ้าให้เทียบเรื่องเงื่อนไขภาษีระหว่าง RMF LTF และประกันชีวิตแล้ว ผลิตภัณฑ์ไหนมีเงื่อนไขหรือบทลงโทษเมื่อผิดเงื่อนไขแล้วดีที่สุด คำตอบที่ผมเฉลยไปสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เงื่อนไขแย่สุดคือ ประกันชีวิต
ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันไปแล้วว่า ถ้าให้เทียบเรื่องเงื่อนไขภาษีระหว่าง RMF LTF และประกันชีวิตแล้ว ผลิตภัณฑ์ไหนมีเงื่อนไขหรือบทลงโทษเมื่อผิดเงื่อนไขแล้วดีที่สุด คำตอบที่ผมเฉลยไปสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เงื่อนไขแย่สุดคือ ประกันชีวิต
เบี้ยที่ซื้อประกันชีวิตที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น แม้กฎหมายจะกำหนดว่ากรมธรรม์ที่ซื้อต้องมีอายุกรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไปและมีเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันที่จ่ายในแต่ละปี หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ซื้อประกันชีวิตตามเงื่อนไขนี้ก็ถือว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่กรมสรรพากรสนใจคือ การที่กรมธรรม์มีอายุหรือความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ดังนั้น ต่อให้ซื้อกรมธรรม์ตามเงื่อนไขข้างต้น แต่หากยกเลิกกรมธรรม์จนความคุ้มครองไม่ครบ 10 ปี ก็ถือว่าผิดเงื่อนไขต้องคืนภาษี โดยยื่นปรับปรุงภาษีสำหรับภาษีที่ได้รับลดหย่อนทุกปีตั้งแต่ปีที่ใช้สิทธิและต้องเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผมว่ามีเงื่อนไขหรือบทลงโทษดีที่สุด คือ RMF เหตุผลเพราะอะไรหรือครับ ทั้งที่ RMF ต้องลงทุนต่อเนื่องใน RMF ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง ต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะน้อยกว่า) เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีลงทุนสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี และไม่เกิน 5 แสนบาท เมื่อรวมกับเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข.แล้ว ในปีภาษีนั้น แถมกว่าจะขายคืนหน่วยลงทุนได้ต้องอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ (นับวันเกิดชนวันเกิด) และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับเวลาแบบวันชนวัน) (นับเฉพาะปีที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี) ผลประโยชน์ที่ได้ถึงไม่ต้องเสียภาษี
ลองมาดูบทลงโทษกรณีผิดเงื่อนไข RMF กันหน่อยดีกว่า บทลงโทษมี 2 บท
1.ลงทุนไม่ถึง 5 ปี ถ้าผิดเงื่อนไข ไม่ว่าถอนหรือหยุดซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกัน ต้องคืนภาษี (ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอะไรทั้งสิ้น) และถ้ามีผลประโยชน์เกิดขึ้น ผลประโยชน์นั้นต้องเสียภาษี
2.ลงทุนเกิน 5 ปี แต่อายุไม่ถึง 55 ถ้าผิดเงื่อนไข ไม่ว่าถอนหรือหยุดซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกัน ต้องคืนภาษีย้อนหลัง 5 ปี ส่วนผลประโยชน์ที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี
ในบทลงโทษ 2 บทนี้ บทที่รุนแรงที่สุด คือ บทที่ 1 สมมติ เช่น หากปีนี้เราซื้อ RMF 1 แสนบาท ได้ลดหย่อนภาษี 2 หมื่นบาท (ฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่อัตรา 20%) เดือน ธ.ค.ปีหน้า เราขายคืนทั้งก้อนได้เงินมา 1.3 แสนบาท เนื่องจากเราถือไม่ถึง 5 ปี เราต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนโดยการยื่นปรับปรุงภาษีเสมือนเราไม่เคยซื้อ RMF เลย ซึ่งภาษีที่ต้องคืนมักไม่ต่างจากที่เราได้ลดหย่อนเท่าไหร่ สมมติอีกว่าภาษีที่เราคืนเท่ากับที่เราลดหย่อนพอดี คือ 2 หมื่นบาท คำถามคือ เราขาดทุนอะไรหรือไม่
คำตอบคือ เราไม่ขาดทุนอะไรเลย เพราะภาษี 2 หมื่นบาทนั้น เดิมเป็นของกรมสรรพากรอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ซื้อ RMF ภาษี 2 หมื่นบาทนี้ กรมสรรพากรก็เอาไป แต่เพราะเราซื้อ RMF เราเลยทวงภาษี 2 หมื่นบาทนี้คืน แต่เพราะเราผิดเงื่อนไขกรมสรรพากรก็ทวงคืนก็แค่นั้น เราไม่ได้ขาดทุนอะไรเลย กำไรด้วยซ้ำ เพราะการที่กรมสรรพากรทวงคืนแค่เงินภาษีที่เราลดหย่อน ก็เท่ากับกรมสรรพากรให้เงินเรายืมใช้ฟรีๆ โดยไม่เสียดอกเบี้ย
หลายคนอาจแย้ง อ้าว อย่าลืมสิ ถ้ามีผลประโยชน์ต้องเสียภาษีนะ เอ้า! มาดูกัน กรณีนี้เราขายได้ 1.3 แสนบาท เท่ากับกำไร 3 หมื่นบาท ต้องเสียภาษี 20% ของ 3 หมื่นบาท คือ 6,000 บาท เราก็ยังมีเงินเหลือ 2.4 หมื่นบาท สรุปก็ยังมีเงินเหลือในกระเป๋ามากกว่าไม่ซื้อ RMF อยู่ดี และถ้าเราขาดทุนกรมสรรพากรก็ไม่ยุ่งกับเรานะครับ
และถ้าเราถือ RMF มาได้เกิน 5 ปี สมมติ 9 ปีเลย โจทย์เหมือนเดิม ซื้อปีละ 1 แสนบาท รวม 9 แสนบาท ได้ภาษีคืนปีละ 2 หมื่นบาท รวม 9 ปี ได้ภาษีคืน 1.8 แสนบาท ถ้าเราขายคืน RMF ในปีที่ 10 ได้เงินมา 1 ล้านบาท เราต้องคืนภาษีย้อนหลัง 5 ปี แค่ 1 แสนบาท (อันนี้เหมือนกรมสรรพากรให้ยืมฟรี) ส่วน 8 หมื่นบาทที่เหลือ กรมสรรพากรไม่ทวงคืนให้เป็นแต๊ะเอียฟรี แถมกำไรที่ได้ 1 แสนบาท กรมสรรพากรยกเว้นภาษีให้อีก
สรุปง่ายๆ ครับ ถ้ามองด้านภาษีอย่างเดียว การลงทุนใน RMF มีแต่กำไร ไม่ว่าจะผิดเงื่อนไขกรณีไหน สำคัญอย่างเดียว ถ้าผิดเงื่อนไขเมื่อไหร่ อย่าลืมไปเสียภาษีให้ถูกต้องภายในเดือน มี.ค.ของปีถัดไปพร้อมกับการยื่นภาษี ภ.ง.ด.ปกติ กรณีนี้เราไม่พูดเรื่องกำไร ขาดทุน จากการลงทุน เพราะเรื่องนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของ RMF ที่มีหลากหลายนโยบายให้เลือกตามความเหมาะสมครับ







