
เขื่อนแม่วงก์
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2555 รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ บริเวณเขาสบกก ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง โครงการนี้มีความจุในการเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) งบประมาณ 13,280 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี ผูกพันงบประมาณถึงปี 2562
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2555 รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ บริเวณเขาสบกก ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง โครงการนี้มีความจุในการเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) งบประมาณ 13,280 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี ผูกพันงบประมาณถึงปี 2562
ย้อนไปในอดีต กรมชลประทานริเริ่มโครงการเขื่อนแม่วงก์เมื่อปี 2525 ต่อมาปี 2537 คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีความเห็นให้กรมชลประทานศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมบริเวณเขาชนกัน เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเขาสบกก โดยกรมชลประทานศึกษาเพิ่มเติมตามมติ คชก. ในปี 2540 และวันที่ 23 ม.ค. 2541 ที่ประชุม คชก. มีมติครั้งที่ 1/2541 “ไม่เห็นชอบกับการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์” ต่อมาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติครั้งที่ 3 พ.ศ. 2545 “ไม่เห็นชอบต่อรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” แต่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2555 กลับมีมติ ครม.เห็นชอบในหลักการให้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์
ป่าแม่วงก์เป็นรอยต่อของสองจังหวัด คือ จ.กำแพงเพชร และนครสวรรค์ มีเนื้อที่ประมาณ 894 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติแม่วงก์” บรรดานักอนุรักษ์และประชาชนจำนวนมากพากันต่อต้านโครงการสร้างเขื่อน รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อต่างๆ เพราะคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ยังไม่เห็นชอบรายงานการศึกษาถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 วรรคสอง มีสาระสำคัญ คือ การดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ต้องทำการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน
สาเหตุหลักสำคัญของการคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ คือ การทำลายระบบนิเวศ พื้นที่ป่าธรรมชาติกว่า 1.3 หมื่นไร่ จะถูกทำลายลง ทำให้สัตว์ป่าไร้ที่อยู่อาศัย และไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมถึงภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจากกรมชลประทาน ปี 2555 ระบุว่า น้ำไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ ถึง 4.4 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่เขื่อนเก็บน้ำได้ 250 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างเขื่อนเพื่อกั้นลำน้ำแม่วงก์เพียงสายเดียว ที่แม้จะมีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก แต่เพียง 25 วัน น้ำจะลดลงเองตามธรรมชาติ
กระแสการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์มีมาตั้งแต่อดีต แต่พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมีมติเห็นชอบกับโครงการ ทั้งที่มีข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและศึกษาออกมาว่าประโยชน์ที่ได้รับไม่คุ้มกับการลงทุน งบประมาณจำนวน 13,280 ล้านบาท สามารถนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น ส่งเสริมด้านการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัย เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลจึงควรใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น







