
เอดีบีร่วมมือไทยหนุนการเติบโตแบบยั่งยืน
เอดีบีและไทยตกลงร่วมในยุทธศาสตร์หุ้นส่วนฉบับใหม่ หนุนการเติบโตแบบองค์รวมและยั่งยืน
เอดีบีและไทยตกลงร่วมในยุทธศาสตร์หุ้นส่วนฉบับใหม่ หนุนการเติบโตแบบองค์รวมและยั่งยืน
สำนักงานใหญ่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รายงานการร่วมกำหนดยุทธศาสตร์หุ้นส่วนการพัฒนาระดับประเทศระหว่างเอดีบีและประเทศไทยฉบับล่าสุด สำหรับปี 2556-2559 เพื่อช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองค์รวมและยั่งยืนให้บรรลุผล โดยนำองค์ความรู้ และมาตรฐานการปฏิบัติระหว่างประเทศที่ดีที่สุดมาสู่ประเทศไทย รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาภาคเอกชน และสนับสนุนความร่วมมือและการบูรณาการในภูมิภาค
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อานวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เอดีบีถือว่ามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจแบบองค์รวม มีการรักษาสิ่งแวดล้อม (เศรษฐกิจสีเขียว) และมีความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงช่วยผลักดันให้ผลการปฏิรูปขยายวงกว้างมากขึ้น เป็นการช่วยลดช่องว่างของการพัฒนาในฐานะเป็นหุ้นส่วนที่พึ่งพาได้เมื่อมีความต้องการหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น
ด้านนายเจมส์ นูเจ็นท์ ผู้อานวยการ สำนักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอดีบี กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ และยังเป็นตัวขับเคลื่อนความร่วมมือและการบูรณาการภายในภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น โดยเอดีบีสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาภายในภูมิภาคได้ ขณะนี้ถึงไทยจะมีความก้าวหน้า แต่ยังคงเผชิญความท้าทายในการพัฒนาประเทศที่ซับซ้อน ซึ่งเอดีบีสามารถช่วยให้คำปรึกษาในการกำหนดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การจัดหาและระดมเงินทุนแก่ทั้งภาครัฐและเอกชน การสนับสนุนความร่วมมือและการบูรณาการในภูมิภาค รวมทั้งการให้การสนับสนุนแบบฉุกเฉินหากมีการร้องขอ
และภายใต้กรอบภาคเอกชน เอดีบีจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการภาคเอกชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาอย่างสูง และเป็นโครงการที่เอดีบีสามารถเพิ่มมูลค่าและระดมการเงินและการลงทุนภาคเอกชนได้ เอดีบีจะลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และโครงการสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การจัดการของเสีย และการจัดหาน้ำ นอกจากนี้เอดีบียังเน้นการลงทุนในภาคการเงิน และหาช่องทางที่จะร่วมมือกับบริษัทของไทยในการลงทุนในภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ที่ผ่านมาเอดีบีได้ให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศรวมแล้วทั้งสิ้น 2.16 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งให้กู้ร่วมอีกมูลค่า 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐ







