posttoday
ศรีไทยฯ โหมอาเซียนรับตลาดเครื่องดื่มบูม

ศรีไทยฯ โหมอาเซียนรับตลาดเครื่องดื่มบูม

11 พฤศจิกายน 2556

ปี 2556 ธุรกิจของ “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์”เดินทางมาถึงหลักไมล์ปีที่ 50 ท่ามกลางการปรับตัวรับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง และการรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียน

ปี 2556 ธุรกิจของ “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์”เดินทางมาถึงหลักไมล์ปีที่ 50 ท่ามกลางการปรับตัวรับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง และการรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียน

สันติ วิศวเมธีกุล ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ศรีไทย (เวียดนาม) เล่าว่า บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจจากเดิมที่ผลิตจานชามเมลามีนเจาะกลุ่มแม่บ้าน หันมาเน้นธุรกิจบรรจุภัณฑ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตมากในอาเซียน โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก เพราะผู้บริโภคนิยมเครื่องดื่มประเภทต่างๆ มากขึ้น รวมถึงอาหารประเภทพร้อมรับประทาน ทำให้บรรจุภัณฑ์ประเภทถ้วยน้ำดื่ม ขวด กล่อง ฯลฯ มีความต้องการเพิ่มขึ้น ตอบสนองไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ที่ผู้คนไม่ค่อยมีเวลา

ล่าสุด บริษัทให้น้ำหนักกับการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับเครื่องดื่มในเวียดนาม โดยเฉพาะ ฝาขวดน้ำดื่มที่ขยายตัวมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องจักรเพิ่ม และน่าจะเพิ่มกำลังผลิตได้ในปีหน้า ซึ่งเป็นการขยายกำลังการผลิตจากปัจจุบันที่รับผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเป๊ปซี่และเนสท์เล่ที่ผลิตน้ำดื่มลาวี เพราะมองเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งฝาและขวดเครื่องดื่ม รวมถึงบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ปัจจุบัน บริษัทมีธุรกิจหลัก 3 ประเภทในเวียดนาม คือ 1.ธุรกิจรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ชิ้นส่วนพลาสติก เช่น ชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ ตู้เย็น เปลือกแบตเตอรี่ 2.ผลิตภัณฑ์เมลามีน 3.สินค้าบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งประเภทที่ 3 เติบโตมากที่สุด เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็น และใช้แล้วหมดไป ต่างจากสินค้าประเภทเมลามีนที่ใช้ได้ คงทน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ขณะที่ธุรกิจรับจ้างผลิตก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของลูกค้าว่าดีหรือไม่ ทำให้ออร์เดอร์ไม่แน่นอน

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มีจำนวนประชากร 250 ล้านคน โดยเตรียมตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่ม ที่จาการ์ตาในปีหน้า เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตป้อนในตลาดอินโดนีเซีย เพิ่มเติมจากที่ร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นทำธุรกิจเมลามีน

สันติ แนะว่า นักธุรกิจไทยต้องท่องไว้ว่า การทำธุรกิจในเวียดนามควรหลีกเลี่ยงการร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น เพราะโอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยมาก นอกจากนี้ จะต้องส่งคนไทยไปบริหารด้วย ไม่ปล่อยให้คนเวียดนามดูแลเองทั้งหมด เนื่องจากกฎหมายเปลี่ยนแปลงตลอด ทำให้ต้องติดตามและตัดสินใจรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์

ศรีไทยฯ เองเคยมีบทเรียนจากการร่วมทุนในเวียดนามมาแล้ว จากที่เริ่มเข้าไปลงทุนเมื่อ 17 ปีก่อน เนื่องจากคนเวียดนามผ่านสงครามมายาวนาน ทำให้มีแนวคิดที่แตกต่างกัน ไม่ค่อยไว้วางใจผู้อื่น และคิดเรื่องประโยชน์มาก่อน ประกอบกับบริษัทไม่ได้ส่งคนไปร่วมบริหารในระยะแรก ทำให้เกิดปัญหาตามมา กระทั่งปี 2546 ศรีไทยฯ ตัดสินใจซื้อธุรกิจกลับมาบริหารเองทั้งหมด จึงสามารถขยับขยายธุรกิจได้สะดวกขึ้น

หากไทยมีปัญหาเรื่องแรงงานมากๆ ทั้งเรื่องค่าแรง การขาดแคลนแรงงาน เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ขยายเพิ่มเติมในไทย หันมาเน้นขยายการผลิตในเวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เพราะเวียดนามมีแรงงานจำนวนมาก โดยราว 60% ของประชากรทั้งประเทศมีอายุต่ำกว่า 35 ปี และแรงงานเวียดนามมีจุดเด่นเรื่องความขยัน แม้ยังขาดทักษะ แต่ก็อบรมให้ความรู้ได้

หลังจากปี 2555 ที่เศรษฐกิจเวียดนามฟองสบู่แตก ทำให้รัฐบาลปรับทิศทางการพัฒนาจากผลิตสินค้าจำนวนมาก หันมาดึงการลงทุนด้านไอทีจากบริษัทชั้นนำ อาทิ ซัมซุง อินเทล ทำให้เริ่มได้ดุลการค้ามากขึ้น ปัญหาต่างๆ ก็คลี่คลาย แม้ขณะนี้เวียดนามจะยังไม่โตแบบก้าวกระโดด แต่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่