
กกร.กับคอร์รัปชั่น
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนทั้งประชาชน สถาบันการศึกษา นักธุรกิจ และข้าราชการหลายกระทรวง พร้อมใจกันออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับสุดซอย เหมาเข่ง
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนทั้งประชาชน สถาบันการศึกษา นักธุรกิจ และข้าราชการหลายกระทรวง พร้อมใจกันออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับสุดซอย เหมาเข่ง
แต่ท่ามกลางความคึกคักของการออกมาแสดงพลังของประชาชน การแสดงจุดยืนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย กลับสร้างความประหลาดใจให้สื่อมวลชนและประชาชนที่เฝ้ารอท่าที กกร.อยู่ เพราะคาดหวังว่านักธุรกิจจาก 3 องค์กร ซึ่งกุมอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในมือมากเพียงพอที่จะชี้นำประเทศจะมีข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองในช่วงวิกฤตนี้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาคเอกชนโดยเฉพาะ ส.อ.ท. ไม่เคยออกมาทัดทานนโยบายของรัฐที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การที่รัฐบาลชุดนี้ออกนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ของ ส.อ.ท. ที่เป็นผู้ผลิตระดับเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ ส.อ.ท.กลับไม่ทัดทานนโยบายและกลายเป็นประเด็นสร้างความแตกแยกใน ส.อ.ท. จน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ถูกมองว่าเป็นคนของรัฐบาล ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของนักการเมืองมากกว่าสมาชิก ผลคือผู้ผลิตผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคจนราคาสินค้าพุ่งสูง แพงทั้งแผ่นดินไป
มาครั้งนี้ ถ้อยแถลงร่วมของ กกร. ต่อกรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ออกมาในเชิงแทงกั๊ก คือแค่ขอให้ทุกฝ่ายหาทางออกที่นำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับนิรโทษให้กับความผิดด้านทุจริตคอร์รัปชั่น ที่สร้างความอึดอัดคับข้องใจให้ภาคธุรกิจมาโดยตลอด
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยนอกจากจะไม่มีพลังมากเพียงพอที่จะร่วมกำหนดทิศทางของประเทศแล้ว ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักให้ประเทศเข้าสู่วงวนการคอร์รัปชั่นแบบไม่มีสิ้นสุดอีกด้วย







