posttoday
วิกฤตลุ่มน้ำโขง โอกาสและความท้าทาย

วิกฤตลุ่มน้ำโขง โอกาสและความท้าทาย

01 พฤษภาคม 2553

 

8...ทีมข่าวธุรกิจตลาด

การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (เอ็มอาร์ซี) ครั้งที่ 1 เมื่อต้นเดือน เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นเพียงการจุดพลุที่ทำให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องได้ตื่นตัวในการประสานความร่วมมือแก้วิกฤตที่เกิดขึ้นแบบเอาจริงเอาจัง ก่อนวิกฤตลุ่มน้ำโขงจะลุกลามไปมาก กว่านี้เท่านั้น

แม่น้ำโขงไหลผ่าน 5 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว ไทย และกัมพูชา ไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม มีความยาวทั้งสิ้น 4,909 กิโลเมตร หรือเป็นแม่น้ำครองสถิติยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก มีจำนวนพันธุ์ปลาที่สำรวจพบ 1,245 ชนิด มีพื้นที่ชุ่มน้ำ 7.95 แสนตารางกิโลเมตร

ประเสริฐ โพธิ์วิเชียร เลขาธิการคณะทำงานโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงของมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมี ศ.บุญรอด บิณฑสันต์ เป็นประธาน ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำในแม่น้ำโขงลดลงเรื่อยๆ ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนไม่สามารถปล่อยน้ำได้เต็มที่ เนื่องจากปีนี้ตอนบนของจีนมีอากาศหนาวจัด ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากเทือกเขามีน้อย จีนจึงต้องเก็บน้ำส่วนหนึ่งไว้ใช้ อีกส่วนหนึ่งมาจากประเทศในลุ่มน้ำโขงต่างคนต่างใช้น้ำ เช่น ลาว ก็มีพื้นที่เกษตรเยอะจึงจำเป็นต้องเก็บน้ำไว้ใช้

สำหรับแม่น้ำโขงตอนบนจะได้รับน้ำจากการละลายของหิมะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตอนล่างได้รับน้ำฝนในลุ่มน้ำจากป่าบนเทือกเขาต่างๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนมากมหาศาลตลอดลำน้ำและลำน้ำสาขา

เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างน่าตกใจ จึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกประเทศที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งจากการประชุมที่ผ่านมาหลายครั้งของ 4 ประเทศท้ายน้ำ ทุกประเทศได้ลงความเห็นให้ประเทศไทยเป็นแกนกลางในการหารือเรื่องนี้

ศ.บุญรอด ได้ผลักดันโครงการฝายขั้นบันไดแม่น้ำโขงซึ่งได้มีการศึกษาต่อยอดอย่างต่อเนื่องมายาวนานจะสำเร็จลงได้ต้องเป็นความร่วมมือของ 4 ประเทศท้ายน้ำ โดยมีจีนและเอ็มอาร์ซีเป็นตัวช่วย

ทั้งนี้ ได้มีการวิเคราะห์กันตั้งแต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ของคนไทย 60 ล้านคนและความอยู่ดีกินดีของประเทศเพื่อนบ้าน จนเรียกได้ว่านี่คือรูปแบบการพัฒนาแม่น้ำโขงที่ยั่งยืน ให้เป็นพิมพ์เขียวสำหรับรัฐบาลในการสานต่อการพัฒนาแม่น้ำโขงให้เป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทยและประเทศในลุ่มน้ำนี้ต่อไป

ศ.บุญรอด เคยให้ข้อสังเกตต่อคณะเลขาธิการแม่น้ำโขง (MEKONG RIVER COMMISSION) ในการประชุมเอ็มอาร์ซี ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมาว่า การทำฝายดังกล่าว จะต้องมีความคิดพัฒนาทั้งลุ่มน้ำและควรทำการพัฒนาในการควบคุมแม่น้ำสาขาก่อน เหมือนกับตัวอย่างที่ทำเขื่อนอุบลรัตน์ในแม่น้ำพอง สาขาของแม่น้ำโขงที่ จ.ขอนแก่น

นอกจากนี้ ยังต้องมีการควบคุมปริมาณน้ำให้ได้ เพราะประเทศลุ่มแม่น้ำตอนล่างมีแม่น้ำสาขาลงแม่น้ำโขงไม่น้อยกว่า 105 สายน้ำ ที่เป็นเส้นทางที่จะนำน้ำลงมา ถ้าไม่วางแผนให้ดี น้ำจะท่วมตลิ่ง ท่วมฝายขั้นบันได เพราะฝายขั้นบันไดจะมีระดับน้ำไม่สูงกว่าตลิ่ง โครงการฝายขั้นบันไดก็จะเสียหายย่อยยับไม่สำเร็จ

ทั้งหมดคือผลศึกษาการพัฒนาลุ่มน้ำโขงที่เริ่มต้นกันมาตั้งแต่ปี 2497 โดยจัดให้มีการก่อตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขงในไทยเป็นครั้งแรก เพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยตรง จากนั้นก็มีการประชุมกันต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 25 ปี จนกระทั่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมองเห็นความสำคัญอนุมัติให้โครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนา กระทรวงพลังงานในปี 2549

ในเดือน มี.ค. ปีเดียวกัน คณะทำงานฝายขั้นบันไดแม่น้ำโขงของมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เชิญผู้แทน 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามเข้าประชุมปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ ณ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยเห็นพ้องต้องกันว่า โครงการฝายขั้นบันไดนี้เป็นโครงการอเนกประสงค์ที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงและขอให้ดำเนินการต่อ

นั่นเพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเขื่อนพลังน้ำในแม่น้ำโขงใน 4 ชาติ จะพบว่าประโยชน์ของการทำฝายขั้นบันไดแม่น้ำโขง นอกจากจะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ให้แก่ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง คือ ประเทศไทย ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนามแล้ว ยังทำให้สามารถควบคุมการไหลและระดับน้ำได้ตลอดปี ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์กับทั้งการเกษตร คมนาคม การชลประทานในแม่น้ำสาขาที่อยู่สองฝั่งโขงตอนล่างได้อย่างมหาศาล

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน