posttoday
นักลงทุนขายดัน Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้น

นักลงทุนขายดัน Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้น

07 พฤศจิกายน 2556

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (28 ต.ค.-1 พ.ย. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 403,603 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 80,721 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 5%

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (28 ต.ค.-1 พ.ย. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 403,603 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 80,721 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 5%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 287,603 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 67,870 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,384 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB176A (อายุ 3.6 ปี) LB15DA (อายุ 2.1 ปี) และ LB21DA (อายุ 8.1 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 17,203 ล้านบาท 11,601 ล้านบาท และ 9,844 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB13N19A (อายุ 14 วัน) CB14109A (อายุ 69 วัน) และ CB14130B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 32,176 ล้านบาท 28,822 ล้านบาท และ 27,712 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. รุ่น PTTC172A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 509 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รุ่น CPF218B (AA) มูลค่าการซื้อขาย 368 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ปตท. รุ่น PTTC167A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 303 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุน้อยกว่า 3 ปี ประมาณ 1 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ขณะที่ผลตอบแทนของตราสารอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ +4 ถึง +18 Basis Point โดยเฉพาะตราสารรุ่นอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นถึง 18 Basis Point ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายของนักลงทุนในประเทศบางกลุ่ม เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนสำหรับเข้าประมูลพันธบัตรรัฐบาลที่จะมีการประมูลในทุกๆ สัปดาห์ของเดือน พ.ย. ขณะที่อีกส่วนเกิดจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ตามกลางความกังวลเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง แรงขายที่เกิดขึ้นมีผลอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น (ราคาตราสารหนี้ปรับลดลง)

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจัดการกองทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยมีแรงขายในตลาดหุ้นและโยกเงินบางส่วนเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น และมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวลดลง (ราคาตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้น)

ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 9,242 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,735 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 5,507 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 509 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย