posttoday
การเมืองระอุต่างชาติชะงักลงทุน

การเมืองระอุต่างชาติชะงักลงทุน

04 พฤศจิกายน 2556

อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 3 เช้ามืดวันที่ 1 พ.ย. ได้เพิ่มความวิตกกังวลถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอีกระลอก โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรง แม้ว่าสถานการณ์ขณะนี้จะยังไม่มีเหตุรุนแรงก็ตาม

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า การลงทุนไทยในครึ่งปีแรกหดตัวแล้ว 0.2% และหดตัวต่อเนื่องอีก 3.3% ในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แสดงให้เห็นทิศทางการหดตัวที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุด 9 เดือนแรกปีนี้ จำนวนการขอรับส่งเสริมหดตัว 6.28% อยู่ที่ 1,431 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 737,824 ขยายตัว 0.79%

ยอดขอรับส่งเสริมดังกล่าวมีทิศทางสอดคล้องกับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่หดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.ค. เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ 9 เดือนแรกปีนี้ ยอดเอฟดีไออยู่ที่ 853 โครงการ หดตัว 19.1% เงินลงทุน 350,672 หดตัว 19.2%

“อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย” เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ขณะนี้เชื่อว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะไม่รุนแรงและยืดเยื้อ และนักลงทุนต่างชาติก็เข้าใจดี โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมานาน แต่ก็คงมีนักลงทุนบางส่วนที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนไปแล้วและกำลังจะลงทุน อาจชะลอดูสถานการณ์เพื่อให้เห็นความชัดเจนในรอบนี้ก่อน แต่จะชะลอนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับระดับความกังวลแต่ละราย โดยบีโอไอประเมินว่าประมาณ 2 สัปดาห์จากนี้ น่าจะเห็นอะไรที่ชัดเจนแล้วว่าจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่และเพียงใด โดยยังเห็นว่าความเสี่ยงทางการเมืองยังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจนส่งผลต่อการยกเลิกการลงทุน

“ตอนนี้คนที่สอบถามเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้ว และเตรียมที่จะลงทุน แต่ยังมองว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่มีอะไรรุนแรง ประมาณ 2 สัปดาห์ก็น่าจะพอมองอะไรได้ชัดเจนแล้ว”

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า แม้จะมีเหตุการณ์ไม่ปกติทางการเมืองมาตลอดหลายปี แต่ยอดขอรับส่งเสริมที่เป็นเอฟดีไอยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกมากกว่าการเมืองในประเทศ ส่วนปี 2557 หากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้จริง ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ไม่มีปัญหา ก็น่าจะได้เห็นยอดขอรับส่งเสริมไม่ต่ำกว่าปีนี้ ที่ยังคงเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากบีโอไอจะมีการประกาศใช้นโยบายส่งเสริมใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ปี 2558 ทำให้ปี 2557 จะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการประเมินว่านโยบายใหม่และเก่าอันไหนดีกว่า ถ้าต้องการขอรับส่งเสริมตามนโยบายเก่าก็ต้องยื่นภายในปี 2557 แต่จะลงทุนหรือไม่ก็มีเวลาตัดสินใจอีก 3 ปี

“ธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดในขณะนี้ หากเกิดการชุมนุมใหญ่และมีความรุนแรงขึ้น เท่ากับเศรษฐกิจไทยจะเจอ 2 วิกฤตพร้อมกัน คือเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและวิกฤตการเมืองในประเทศ ซึ่งธุรกิจคงรับได้ยาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

“นอกจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่จะถดถอยตามมาแล้ว ที่ห่วงคือภาคการลงทุนจะหดตัวลงต่อจากที่หดตัวอยู่แล้ว จากตัวเลขขอรับส่งเสริม ล่าสุดหดตัวค่อนข้างมากอยู่แล้ว” ธนิต กล่าว

ก่อนหน้านี้ “ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีทีจีซี มองว่า ประเทศไทยเสียโอกาสรับการลงทุนมาตลอดตั้งแต่เกิดปัญหาการเมือง ปี 2549 มีการปฏิวัติก็ช็อกนักลงทุน เกิดความรุนแรงปี 2553 ต่อมาปี 2554 ก็เกิดปัญหาน้ำท่วม

“เอฟดีไอที่เข้ามาในอาเซียนส่วนใหญ่ไหลเข้าสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งเพราะเขามีนโยบายที่เปิด ส่งเสริมการลงทุนที่เทเลอร์เมดให้กับต่างชาติ ซึ่งต่อจากนี้ถ้าเราไม่ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอะไร ก็มีโอกาสที่อินโดนีเซียจะแซงหน้าไทย เพราะอินโดฯ มีศักยภาพมาก มีทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติ จริงๆ ประเทศไทยทำเรื่องให้ถูกอยู่ไม่กี่เรื่องก็สามารถเทกออฟประเทศได้แล้ว” ประเสริฐ กล่าว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน