posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

04 พฤศจิกายน 2556

นำร่องถังก๊าซคอมโพสิต 3 จังหวัดใต้

นำร่องถังก๊าซคอมโพสิต 3 จังหวัดใต้

นายอรรคพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์และต่างประเทศ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ปตท.สนับสนุนนโยบายของกรมธุรกิจพลังงานในการปรับเปลี่ยนถังก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) แบบถังเหล็กให้เป็นถังก๊าซคอมโพสิต ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเตรียมเปิดตัวถังพีทีที คอมโพสิต พลัส ใน “โครงการ PTT Composite plus ลงใต้ ใส่ใจคุณภาพชีวิต” ซึ่งกำหนดจะเปิดให้แลกถังฟรีตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การนำถังคอมโพสิตมาใช้ทดแทนถังเหล็กที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เพื่อต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทางภาคใต้ เนื่องจากเป็นถังที่มีน้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิมเหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเล สามารถขนส่งได้สะดวก ในขณะที่การผลิตถังคอมโพสิต ทาง ปตท.จะใช้พันธมิตรที่เป็นโรงงานผลิตโดยตรง แต่จะต้องผลิตภายใต้มาตรฐานที่กำหนดไว้ และล่าสุดได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แล้ว ซึ่งจะมีกำลังการผลิตได้เดือนละ 1 หมื่นใบ และหากเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตของถังเหล็กแบบเดิมจะมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะผลิตจากวัสดุโพลีเมอร์ ทนต่อแรงกระแทก และมีอายุการใช้งานยาว 20-30 ปี

จัดงบพัฒนากุ้งส่งออก

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงจะเร่งเดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐานประมงทั้งระบบโดยเฉพาะกุ้ง เพื่อกลับมาทวงคืนตำแหน่งส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ภายหลังที่ต้องเจอปัญหาโรคตายด่วน หรืออีเอ็มเอส ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2557 ใช้งบประมาณ 1,300 ล้านบาท ให้พัฒนาทั้งระบบ โดยเฉพาะการตรวจและรับรองฟาร์มกุ้งให้ได้มาตรฐานการผลิตที่ดี หรือจีเอพี ซึ่งผลจากอาการตายด่วน หรืออีเอ็มเอส ทำให้ตั้งแต่เดือน ม.ค.ก.ค. มีผลผลิตกุ้งเหลือประมาณ 1.52 แสนตัน ลดลงประมาณ 55% จากที่เคยผลิตได้ถึง 5 แสนตันต่อปี โดยจะดำเนินการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าประมงให้ได้มาตรฐานตลอดขบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การตรวจประเมินฟาร์ม การตรวจประเมินโรงงาน เป็นต้น

ชี้อนาคต 20 ปี เอสเอ็มอีไทย

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันนี้ จะเติบโตและพัฒนาต่อไปข้างหน้าได้ จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง สร้างประสิทธิภาพการผลิต และสร้างพันธมิตรรอบตัวใหม่ๆ ให้มากขึ้น เพราะรอบตัวทุกด้านถูกกำหนดจากหลายปัจจัยภายนอกต่างๆ รวมทั้งการเมืองและกระแสโลกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ต่างเป็นปัจจัยบีบคั้นให้ผู้ประกอบการต้องร่วมกันพัฒนา ขณะที่ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่งถึงจากคู่แข่งมากขึ้น เทคโนโลยีของเก่าที่มีอยู่แบบเดิมไม่สามารถช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อีก หากเอสเอ็มอีไม่ตัดสินใจที่จะก้าวไป ก็จะไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ธุรกิจเอสเอ็มอีจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งหมดจึงเกิดความท้าทายใหม่ให้กับวงการผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย โดยจุดหมายปลายทางสุดท้ายในอีก 20 ปีข้างหน้าว่า คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างสรรค์อุตสาหกรรมบนองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากความรู้ของเราที่แท้จริง ไม่กลัวว่าคนอื่นจะเลียนแบบได้ และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย 5 ปีแรกจะเป็นการปรับฐานเตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีเข้าสู่เออีซีเพื่อก้าวสู่มาตรฐานโลกต่อไป อีก 10 ปีต่อไปจะเป็นผู้จัดการห่วงโซ่อุปทานครบวงจรของอาเซียน และจุดหมายปลายทางในอีก 20 ปีถัดไป คือ การมีสินค้าไทยยี่ห้อไทยของเราออกไปขายทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่