
แม้ไม่มั่งคั่งแต่ต้องมั่งมี
สารภาพตามตรงว่า เป็นอีกคนหนึ่งที่เมื่อพูดถึงเรื่องการบริหารเงินก็จะมักนึกถึง “มั่งคั่ง” มากกว่า “มั่นคง” เหมือนกับที่ “อาจารย์โฆสิต” หรือ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ พูดไว้ไม่มีผิด
สารภาพตามตรงว่า เป็นอีกคนหนึ่งที่เมื่อพูดถึงเรื่องการบริหารเงินก็จะมักนึกถึง “มั่งคั่ง” มากกว่า “มั่นคง” เหมือนกับที่ “อาจารย์โฆสิต” หรือ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ พูดไว้ไม่มีผิด
อาจารย์โฆสิต บอกว่า “เวลาพูดถึงเรื่องเงิน คน 90% จะมีมิติเรื่องความมั่งคั่ง”
“ความมั่งคั่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความมั่งคั่ง คือ ความร่ำรวย แต่ความมั่นคงก็สำคัญเช่นกัน เพราะความมั่นคง คือ ความไม่เดือดร้อน ถ้าครอบครัวไม่เดือดร้อนก็คือความมั่นคง เพราะฉะนั้นต้องตั้งเป้าหมายให้ได้ว่า อย่างน้อยครอบครัวจะต้องไม่เดือดร้อน”
แต่แบบไหนที่เรียกว่า “ความมั่นคงทางการเงิน”
ลองเปรียบเทียบสองครอบครัวนี้ดูก็ได้
ครอบครัวแรกดูเหมือนจะ “มั่งคั่ง” ในสายตาคนอื่น เพราะมีรายได้จำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงครอบครัวนี้มีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ มีภาระหนี้สินรุงรัง และไม่มีเงินออม
ขณะที่อีกครอบครัวหนึ่ง ที่ไม่น่าจะเรียกได้ว่า มั่งคั่ง เพราะมีรายได้ไม่มาก แต่กลับ “มั่นคง” เนื่องจากการใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน ไม่มีภาระหนี้เกินกำลัง และที่สำคัญ คือ มีเงินออมเพียงพอสำหรับเหตุฉุกเฉิน
แล้วจะทำอย่างไรให้มี “ความมั่นคงทางการเงิน”
สำหรับคนที่ปฏิบัติตามหลักการบริหารเงินส่วนบุคคลมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางการเงิน การออมอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมค่าใช้จ่าย การบริหารภาระหนี้สิน การทำประกันชีวิตและสุขภาพ ไปจนถึงการวางแผนการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เพื่อการศึกษาลูก เพื่อการเกษียณ
คนกลุ่มนี้แทบจะไม่ต้องเป็นกังวลเลยว่า ฐานะการเงินจะไม่มั่นคง เพราะท่านกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่ความมั่นคง
แต่คนที่ยังรู้ “หลักการของความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคล” ลองมาฟังแนวคิดของ Knight Kiplinger เจ้าของและบรรณาธิการนิตยสาร Kiplinger’s Personal Finance ที่ให้หลักการไว้ 8 ข้อ ต่อไปนี้
1.ลงทุนกับตัวเอง
ก่อนจะไปลงทุนทำอะไร สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ลงทุนกับตัวเองก่อน เพราะตัวเราเป็น “สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด” และสินทรัพย์ชิ้นนี้จะสามารถสร้างรายได้ได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความรู้และทักษะที่เรามีอยู่
เพราะฉะนั้นอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับอาชีพที่ทำอยู่ และความรู้ด้านอื่นๆ ที่อยากจะเรียนรู้ ซึ่งความรู้หลายอย่างเราสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องใช้เสียเงิน ไม่ว่าจะเป็นการอบรมฟรีของหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงความรู้ที่มีอยู่มากมายในโลกออนไลน์ ที่เรียนเท่าไรก็ไม่มีวันจบ
2.พร้อมรับความเสี่ยง
ชีวิตนี้มีความเสี่ยงรอบตัว แต่ถ้าเป็นความเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ ก็พอจะดูแลบรรเทากันไปได้ แต่ถ้าเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า Black Swan Events คือเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดไม่มากนัก แต่ถ้าเกิดแล้วผลกระทบและความเสียหายรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อชีวิต หรือทรัพย์สิน ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้บั่นทอนความมั่นคงทางการเงินทั้งสิ้น ซึ่งในกรณีแบบนี้ต้องให้ประกันเข้ามาช่วยแบ่งเบาความเสี่ยง
3.มีหนี้น้อย
พยายามก่อหนี้ให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม หนี้ที่เกิดจากความต้องการ ไม่ใช่ความจำเป็น และที่สำคัญที่สุด คือ การใช้บัตรเครดิตเพื่อจับจ่ายใช้สอย ที่ทำให้หลายครอบครัวมีหนี้สินรุงรัง หนี้สินเกินที่จะจ่ายได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะใช้บัตรเครดิตต้องให้แน่ใจว่ามีเงินสดพอที่จะซื้อของชิ้นนั้น แต่เราใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก
4.ออมก่อนใช้
เคยรู้สึกไหมว่า ทั้งๆ ที่ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า เดือนนี้เราจะต้องออมเงินให้ได้อย่างน้อย 1015% ของรายได้ แต่ทำไมในแต่ละเดือนเราไม่เคยมีเงินเหลือไปออม มีเงินเหลือไปลงทุน เพื่อให้เงินงอกเงยได้อย่างที่ตั้งใจได้สักครั้ง
ก็เป็นเพราะเราจ่ายให้คนอื่นก่อนที่จะจ่ายให้ตัวเอง ดังนั้นหลังจากนี้เราต้อง “จ่ายให้ตัวเองก่อน” โดยการตัดเงินออกไปออมทันทีที่มีรายได้เข้ามา ซึ่งถ้าจะให้ดีต้องใช้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติ
และถ้าหลังจากตัดเงินออกไปออมก่อนใช้แล้วพบว่าเงินที่เหลืออยู่ไม่พอใช้ สิ่งถัดไปที่ต้องทำ คือ ลดรายจ่ายไม่จำเป็นลงให้ได้มากที่สุด
5.ลงทุนสม่ำเสมอ
นักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน โดยการพยายามจับจังหวะตลาด หาโอกาสลงทุนในเวลาราคาถูกที่สุด และขายในราคาแพงที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จจากแนวทางนี้
ในขณะที่วิธีการลงทุนที่มั่นใจได้ว่าจะสร้างความมั่นคงได้อย่างแน่นอน คือ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่สนใจว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร หุ้นจะขึ้นหรือลง เราทำเพียงอย่างเดียว คือ ลงทุน ลงทุน และลงทุน แบบระยะยาว
6.กระจายความเสี่ยง
ได้ยินกันจนคุ้นหูว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่เราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ โดยการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด
7.อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
ถ้ามองหาความมั่นคง จำเป็นต้องใช้ชีวิตเรียบง่ายในวันนี้ เพื่อชีวิตที่สุขสบายกว่าในวันข้างหน้า หรือจะเรียกว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ก็ได้ แต่สาเหตุที่คนจำนวนมากไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ก็เพราะต้องการความสุขสบายในปัจจุบัน โดยไม่สนใจว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
8.เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ถ้าเราตั้งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเราและครอบครัว โดยไม่หันมองคนรอบข้างคงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักการข้อสุดท้ายของการสร้างความมั่นคงทางการเงิน คือ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงสังคมและคนรอบตัวด้วย
ถ้าเดินได้ตามแนวทางนี้ การเริ่มต้นจากความมั่นคง แล้วจึงจะมั่งคั่ง จากนั้นจึงนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น คือ มั่งคั่งอย่างมั่นคง







