
อนาคต SME ไทย ผสานวัฒนธรรมสู่โอกาสใหม่
ในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศซบเซา ทำให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศซบเซา ทำให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำเป็นต้องมีแผนธุรกิจเพื่อรองรับและมองอนาคตจะไปในทิศทางใด ดังนั้นสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ได้จัดงานสัมมนาใหญ่ในชื่อ “Future Foresight Forum 2020 Unveil SMEs In Mega Trends” ก้าวสู่ทศวรรษ 2020 เจาะกลยุทธ์ โอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคต เพื่อชี้ทางรอดและให้อนาคตใหม่แก่เอสเอ็มอี
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “A New Face of Thailand Future” ว่า ต้องการกระตุ้นให้คนไทยและคนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนความคิดและพัฒนาบุคลิกเป็นนักธุรกิจ จากเดิมที่คนส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นเพียงลูกจ้าง เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ออกมาสู่ประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศระยะยาว รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในประเทศ
ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศไทยเพื่อสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่นั้น สิ่งสำคัญคือ ภาครัฐต้องมุ่งสนับสนุนส่งเสริม อบรม และให้ความรู้ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยได้เปลี่ยนความคิดใหม่และพัฒนาตัวเอง รวมทั้งเอสเอ็มอีต้องมุ่งพัฒนาธุรกิจให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงต่อยอดธุรกิจให้เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสามารถนำจุดเด่นทั้งวัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ที่มีหลากหลายและมีเอกลักษณ์ รวมทั้งคนทั่วโลกที่ชื่นชอบในวัฒนธรรม ประเพณีไทย นำมาพัฒนาเป็นสินค้าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสามารถขายได้ทั่วโลก เห็นได้จากประเทศเกาหลีที่สามารถนำวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศมาเป็นจุดขายและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน ทำให้เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกได้
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้องการให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีปรับธุรกิจไปสู่ธุรกิจสีเขียว ทั้งโรงงาน พนักงาน และวัฒนธรรม เพราะตลาดโลกกำลังเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว และคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 40 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าสีเขียวเท่านั้น ส่วนดัชนีชี้วัดธุรกิจเอสเอ็มอีว่าจะอยู่รอดได้หรือไม่ มี 5 เรื่อง คือ ต้นทุน ต้องต่ำกว่าคู่แข่ง คุณภาพ เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการสูงสุดการบริการที่ดีสุด ใช้นวัตกรรม และการทำธุรกิจเพื่อสังคม
ขณะที่ “ทัศพล แบเลเว็ลด์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตและเป็นที่ต้องการในขณะนี้คือ โลจิสติกส์ เพราะธุรกิจต้องการขนส่งที่รวดเร็ว เพื่อให้ต้นทุนธุรกิจถูกและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย โดยปัจจุบันยังไม่มีบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญการทำธุรกิจโลจิสติกส์ และในอนาคตจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะส่งผลให้การขนส่งระหว่างประเทศมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในอนาคตการแข่งขันของธุรกิจจะรุนแรงขึ้น ซึ่งมีสินค้าใหม่เปิดตัวเร็วขึ้นในเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี จากเดิมใช้เวลาพัฒนา 2-3 ปี
“อริยะ พนมยงค์” หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือของคนไทยจะมีสัดส่วนเกิน 50% และคนทั้งประเทศจะใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากกว่าการดูโทรทัศน์ ดังนั้นเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับธุรกิจใหม่ หันมาใช้อินเทอร์เน็ตและทำเว็บไซต์ที่ทำให้สามารถรับชมผ่านมือถือได้ง่าย เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็ว
นอกจากนี้ คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ต 25 ล้านคน และใช้งานสมาร์ทโฟน 24 ล้านคน คาดว่าในปี 2559 คนไทยจะใช้สมาร์ทโฟนจำนวน 42 ล้านคน
อนาคตของเอสเอ็มอีไทยนั้น ควรมุ่งนำสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมและสินค้าโอท็อป มาเป็นจุดขายของประเทศไทย และมั่นใจว่าจะเป็นสินค้าที่ขายได้ทั่วโลก พร้อมวางประเทศไทยให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creativity) เพราะคนไทยชำนาญเรื่องการสร้างสรรค์งานด้านต่างๆ สูง







