
วิจิตร เตชะเกษม ผู้บริหารฟิลเตอร์ วิชั่น
บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น (FVC) เพิ่งนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความพอใจทั้งผู้ลงทุนและผู้บริหาร “วิจิตร เตชะเกษม” กรรมการผู้จัดการ เพราะราคาเปิดกระโดดพุ่งไป 3.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 191% จากราคาเสนอขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ 1.20 บาท และกลับมาปิดที่ 2.66 บาท เพิ่มขึ้น 121%
บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น (FVC) เพิ่งนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความพอใจทั้งผู้ลงทุนและผู้บริหาร “วิจิตร เตชะเกษม” กรรมการผู้จัดการ เพราะราคาเปิดกระโดดพุ่งไป 3.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 191% จากราคาเสนอขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ 1.20 บาท และกลับมาปิดที่ 2.66 บาท เพิ่มขึ้น 121%
กว่าที่ FVC จะมาประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับระบบบำบัดน้ำให้บริสุทธิ์และจัดหาผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบำบัดน้ำให้บริสุทธิ์อย่างทุกวันนี้ “วิจิตร” ได้ผ่านการทำงานหลักสองอย่างควบคู่มาโดยตลอด ด้านหนึ่งคือรับหน้าที่อาจารย์สอนวิชาการบริหารแก่บัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และทำงานประจำดูแลเป็นโครงการทางการตลาดให้กับบริษัทวิจัยต่างๆ หรือเป็นฝ่ายพัฒนาแผนธุรกิจ การวางโครงสร้างทางการเงินให้บริษัทต่างๆ
จนวันหนึ่งงานที่เคยทำกับบริษัทผลิตรถยนต์ไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ตอนแรก จึงออกไปทำอย่างอื่นและเพื่อนชวนมาทำงานที่บริษัท เออร์วิง คอร์ปอเรชั่น ผู้รับเหมาระบบน้ำ แต่เมื่อมาแล้วก็ควรช่วยขยายธุรกิจมากขึ้น และควรเป็นในไลน์ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันนั่นคือการนำเข้าและจัดหาสินค้าที่เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำให้บริสุทธิ์จากต่างประเทศเข้ามา โดยเฉพาะจากสหรัฐและเยอรมนีที่มีเทคโนโลยีที่ดี
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้ามากมายตั้งแต่ระบบกรองน้ำ ถังกรองไฟเบอร์กลาส หัวกรองน้ำอัตโนมัติ ไส้กรองน้ำ เครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตราไวโอเลต และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบบำบัดน้ำให้บริสุทธิ์ เช่น ตู้นึ่งซาลาเปา เครื่องจ่ายเครื่องดื่ม เครื่องทำน้ำแข็ง ทว่า การทำธุรกิจนี้แม้มีการแข่งขันกันมาก มีผลิตภัณฑ์ที่ลอกเลียนแบบกันได้ แต่บริษัทจะเน้นการบริการหลังจัดจำหน่ายให้ลูกค้าเป็นหลักในการซ่อมแซมหรือดูแลสินค้า
“วิจิตร” บอกว่า หลักให้การ บริหารอยากทำให้บริษัทมีความชัดเจน ตรงไปตรงมา เพราะเคยเป็นลูกจ้างและนายจ้าง จึงทำให้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและลูกน้องต้องการอะไร ดังนั้นจึงตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานมาแล้ว 4-5 ปี ก่อนที่จะมาเป็นบริษัทมหาชนและจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ รวมถึงทำงบการเงินที่ชัดเจนมาตั้งแต่แรก ทำให้ไม่ต้องปรับบัญชีอะไรเมื่อจะเข้าตลาดหุ้น
“วิจิตร” ยอมรับว่า เป็นคนที่ชอบทำงานมาก รู้สึกสนุก ยิ่งได้ทำงานที่ชอบก็ยิ่งสนุก ชนิดที่ว่าเช้าวันอาทิตย์บ่อยครั้งขอมานั่งทำงานที่ออฟฟิศ เพราะรู้สึกจิตใจนิ่งและคิดโครงการสำหรับแผนในอนาคต และด้วยความที่ต้องเตรียมตัวนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นทำให้เขาต้องเหลืองานสวมหมวกเพียงใบเดียว และลาออกจากการเป็นอาจารย์
รวมถึงไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย เตะบอลหรือตีกอล์ฟกับกลุ่มเพื่อนสวนกุหลาบน้อยลง แต่ก็ยังอ่านหนังสือเพื่อความสนุกเป็นพวกหนังสือจีนกำลังภายใน และฮาวทูทางธุรกิจเพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงาน







