
สำรองน้ำมันสำคัญ?
ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ บริษัทน้ำมันทุกแห่งที่เข้าข่ายเป็นผู้ค้ามาตรา 7 จะต้องเพิ่มการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 5% เป็น 6% หรือจากสำรองน้ำมัน 36 วัน เป็น 43 วัน เหตุผลหลักก็เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วน 88% ที่เหลือเป็นการใช้น้ำมันที่ผลิตในประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ บริษัทน้ำมันทุกแห่งที่เข้าข่ายเป็นผู้ค้ามาตรา 7 จะต้องเพิ่มการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 5% เป็น 6% หรือจากสำรองน้ำมัน 36 วัน เป็น 43 วัน เหตุผลหลักก็เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วน 88% ที่เหลือเป็นการใช้น้ำมันที่ผลิตในประเทศ
ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานยังมีแผนระยะยาว สร้างคลังสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งเป็นการสำรองในส่วนของภาครัฐ คนละส่วนกับที่บริษัทน้ำมันต้องสำรองอยู่แล้วในปัจจุบัน
แนวคิดการสำรองน้ำมันของภาครัฐนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้น ต้องการสำรองน้ำมันในส่วนนี้ 54 วัน เมื่อรวมกับของภาคเอกชน 43 วัน จะเท่ากับ 90 วัน เทียบเคียงกับปริมาณถัวเฉลี่ยของประเทศสมาชิกทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ)
ประเด็นที่ต้องพิจารณากันให้มาก คือ การเลือกรูปแบบ วิธีการบริหารจัดการของการสำรองน้ำมัน ตลอดจนแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการซื้อน้ำมันดิบ เนื่องจากต้องใช้เงินทุนในหลักแสนล้านบาท
แม้ว่าหลักการจะทำเพื่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แต่คงต้องมองอีกมุมหนึ่งด้วยว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการนำน้ำมันสำรองนี้มาใช้มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน ถึงจะเรียกว่าเกิดวิกฤตพลังงานจริงๆ อย่างกรณีของสหรัฐ ตั้งคลังสำรองน้ำมันมากว่า 40 ปี แต่เคยนำน้ำมันสำรองมาใช้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย คงไม่ปฏิเสธแนวคิดดังกล่ว แต่คงต้องศึกษากันให้รอบคอบในทุกๆ ด้าน เนื่องจากการใช้เงินจำนวนหลักแสนล้านบาทเพื่อจัดหาน้ำมันมาเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายสำรองน้ำมันของภาครัฐ 54 วัน เป็นจำนวนที่มากไปหรือไม่ ควรทยอยการเพิ่มสำรองน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า
นอกจากนี้ หากเป็นห่วงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ทางแก้ไขอีกวิธีที่สามารถทำได้และดำเนินการได้ต่อเนื่องก็คือ การรณรงค์การประหยัดน้ำมัน ที่ผ่านมาแม้พยายามส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ แต่ปริมาณการนำเข้าน้ำมันก็ยังอยู่ในระดับที่สูงทุกๆ ปี ส่วนหนึ่งคงมาจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้เกิดรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ ที่ทำให้มีรถยนต์เข้ามาในตลาดมากขึ้น เมื่อรถมาก การใช้น้ำมันก็สูงตามไปด้วย







