posttoday
ทุนร้อนท่วมโลกถึงปีหน้าจุดชนวนสงครามค่าเงินรอบใหม่

ทุนร้อนท่วมโลกถึงปีหน้าจุดชนวนสงครามค่าเงินรอบใหม่

25 ตุลาคม 2556

หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณออกมาว่าอาจจะพิจารณาทยอยลดการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณออกมาว่าอาจจะพิจารณาทยอยลดการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐลงเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจรวมไปถึงตลาดทุนทั่วโลกก็ตกอยู่ในภาวะสั่นสะท้านไปตามๆ กัน

โดยเฉพาะภาวะทุนไหลทะลักออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนทำให้ค่าเงินหลายประเทศอ่อนยวบลงอย่างหนัก โดยเฉพาะ อินเดีย กับ อินโดนีเซีย ขณะเดียวกันต้นทุนการกู้ยืมหลายชาติก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน

เนื่องจากหวั่นเกรงกันว่าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการยุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทั่วโลก เพราะการส่งสัญญาณของเฟดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงจังหวะเดียวกันกับที่ภาวะเศรษฐกิจชาติพัฒนาแล้วต่างเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นพอดิบพอดี

ทว่า เมื่อล่วงเข้าสู่กลางเดือน ก.ย.เป็นต้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างได้พลิกผันไปหมด เมื่อเฟดทำเซอร์ไพรส์โดยยืดการคงคิวอีเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเอาไว้ต่อ มิหนำซ้ำยังมีทีท่าอีกว่าจะลากยาวไปจนถึงช่วงต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเมืองลุงแซมยังอ่อนแออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของภาคการจ้างงานในเดือน ก.ย.ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ บวกกับผลกระทบจากภาวะวิกฤตทางการคลังที่ยังคงไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้แบงก์ชาติสหรัฐเลี่ยงไม่พ้นในการต้องคงการใช้คิวอีเอาไว้ต่อ

ทุนร้อนท่วมโลกถึงปีหน้าจุดชนวนสงครามค่าเงินรอบใหม่

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเฟด สอดรับกับทิศทางของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ต่างก็ยังคงจำเป็นต้องเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทั้งการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำและการกระตุ้นอัดฉีดอยู่ โดยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. เหล่าธนาคารกลางของ ฮังการี ลัตเวีย โรมาเนีย เซอร์เบีย ศรีลังกา อียิปต์ และเม็กซิโก ได้เดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ธนาคารกลางชิลีได้ตัดลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ไปอยู่ที่ 4.75% เพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจอย่างเหนือความคาดหมาย ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์แบงก์ชาติของอิสราเอลก็สร้างความประหลาดใจด้วยการหั่นดอกเบี้ยลง 0.25% ลงไปอยู่ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 4 ปีเลยทีเดียว

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงจมอยู่ในภาวะที่อ่อนแออยู่ โดยเฉพาะปัจจัยลบที่มาจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้หลายประเทศยังคงต้องเดินหน้านโยบายการกระตุ้นต่อไป

รายงานภาวะเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เปิดเผยออกมาเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ได้ตัดลดคาดการณ์จีดีพีโลกในปีนี้ลงมาเหลืออยู่ที่ 2.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ 3.1% ส่วนปีหน้าลดลงมาอยู่ที่ 3.6% จากเดิมที่ 3.8% ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ถูกตัดลดคาดการณ์ในปีนี้ลงมาเหลือที่ 4.5% จากเดิมที่ 5% ส่วนปีหน้าลงมาที่ 5.1% จาก 5.5%

สาเหตุต่อมา แม้ว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป อังกฤษ สหรัฐ และญี่ปุ่น จะเริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถจะไว้วางใจได้ เพราะตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสำคัญอย่างเช่นระดับการจ้างงาน และตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าที่ต้องการมาก

ดังนั้น การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งในรูปการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการพิเศษ เช่น การเข้าซื้อคืนสินทรัพย์ จึงยังจำเป็นอยู่

เช่นกรณี กลุ่มยูโรโซน แม้ว่าหลุดพ้นจากภาวะการถดถอยได้เป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน แต่อัตราการว่างงานยังสูงอยู่ถึง 12% หรือยังมีคนว่างงานมากกว่า 19 ล้านคน ขณะที่เงินเฟ้อเดือน ก.ย.ร่วงลงมากกว่าที่คาดการณ์และต่ำสุดในรอบ 3 ปีครึ่งที่ 1.1%

ทำให้เหล่าบรรดานักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าในอนาคตอาจมีสิทธิได้เห็น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) งัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ออกมาในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า

ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการผลักดันนโยบายกระตุ้นทางการเงินออกมาใหม่เช่นเดียวกัน เพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% และลดผลกระทบจากภาวะการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2014

“ธนาคารกลางทั่วโลกจะมีแนวโน้มในการคงการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยาวไปจนถึงเดือน มี.ค.เม.ย.” ดิเร็ก โฮล รองประธานด้านเศรษฐกิจของธนาคารโนวา สโกเทีย ในกรุงโตรอนโต กล่าวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก

ผลพวงจากการที่หลายชาติเริ่มหันกลับมางัดมาตรการอัดฉีดและกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้มากขึ้น ทำให้หวั่นเกรงกันว่าอาจนำพาเศรษฐกิจโลกหวนกลับเข้าสู่ภาวะความเสี่ยงจากสงครามค่าเงิน หรือภาวะการดัมพ์ค่าเงินแข่งกันเหมือนในช่วงต้นปีที่ผ่านมามากขึ้น

เนื่องจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน โดยเฉพาะการคงคิวอีต่อของเฟด กำลังทำให้ทุนร้อนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอีกครั้ง ซึ่งนั่นจะทำให้ค่าเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

ภาวะดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลเสียต่อกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างหนัก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไทย มาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เพราะสินค้าที่ส่งออกขายยังต่างประเทศจะมีราคาแพงขึ้นและสามารถแข่งขันได้น้อยลง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า นับตั้งแต่เดือนที่แล้วค่าเงินใน 10 ประเทศที่สำคัญของโลกเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 1.1%

นอกจากนี้ ผลพวงจากการที่หลายชาติหันกลับมาเดินหน้าลุยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางนโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะสหรัฐ ก็กำลังทำให้การถอนตัวออกจากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศต้องพบกับความยากลำบากในการตัดสินใจมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากหากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นตัดสินใจหันกลับมาดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น ก่อนหน้าเฟดจะพร้อมลดคิวอี ประเทศนั้นก็เสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาวะทุนไหลเข้า บวกกับค่าเงินที่จะแข็งค่าอย่างหนักตามมาได้ ซึ่งถือเป็นภาวะที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออก

ดังนั้น จึงคาดว่าต่อจากนี้ไปอาจได้เห็นหลายประเทศแข่งกันดัมพ์ค่าเงินของตนเอง โดยผ่านการใช้เครื่องมืออย่างนโยบายการเงินมากขึ้น เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าและการส่งออกเอาไว้

ทั้งนี้ แม้ว่ากรณีดังกล่าวจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นไปหารือในเวทีระหว่างประเทศ เช่น ใน จี20 มาแล้ว

ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างยิ่งสำหรับภาวะทุนร้อนและปัญหาสงครามค่าเงินที่อาจกลับมาหลอกหลอนเอเชียอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เหล่าชาติมหาอำนาจยังคงเดินหน้าใช้นโยบายเร่งอัดฉีดอยู่

เพราะหากไม่เตรียมพร้อมปัญหาและวังวนเดิมๆ ก็จะกลับมาอีก

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน