
นักออกแบบอาหาร
มาพูดถึงอาชีพผมกันนะครับ “นักออกแบบอาหาร” ฟังแล้วดูดีมีราคานะครับ...จริงๆ แล้วคือคนคิดเมนูในร้านอาหารหรือในงานอีเวนต์ หรืองานแสดงเกี่ยวกับอาหารนั่นแหละครับ ส่วนจะแตกต่างกับฟู้ดสไตลิสต์อย่างไรนั้นท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับ
มาพูดถึงอาชีพผมกันนะครับ “นักออกแบบอาหาร” ฟังแล้วดูดีมีราคานะครับ...จริงๆ แล้วคือคนคิดเมนูในร้านอาหารหรือในงานอีเวนต์ หรืองานแสดงเกี่ยวกับอาหารนั่นแหละครับ ส่วนจะแตกต่างกับฟู้ดสไตลิสต์อย่างไรนั้นท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับ
อยากเปิดร้านอาหารในฝันของตัวเองสักร้าน ทำเลมีแล้ว ตกแต่งร้านเองก็ไม่ยาก จ้างเชฟมีฝีมือและทำอาหารถูกใจเราก็จบแล้วเปิดร้านได้เลย ก็คิดกันเสียอย่างนี้ไงครับความสำคัญเลยไปอยู่ที่การตกแต่งร้าน การทำประชาสัมพันธ์ ที่จริงแล้วหน้าที่ของนักออกแบบอาหารอย่างผมก็คือ รับฟังความฝันของเจ้าของร้านบวกกับจินตนาการส่วนตัวของผมเองสร้างสรรค์ออกมาเป็นอาหารที่มีลักษณะเฉพาะของร้าน
ฟังดูแล้วเป็นการหากินง่ายๆ นะครับ เช่น ลูกค้าอยากได้แกงเขียวหวานที่ไม่จำเจ ก็แค่เอาสูตรแกงเขียวหวานในหนังสือมาลอกแล้วเปลี่ยนนู่นนิดนี่หน่อย ส่งให้ลูกค้าก็แล้วรอเก็บเงินค่าสูตรสบายๆ เพลินๆ แล้ว
ตรงกันข้ามเลยครับ ผมจะไล่เป็นลำดับๆ ให้ฟัง
1.คุยกับตัวเจ้าของร้านเพื่อทราบแนวคิด ความชอบ ความต้องการอื่นๆ กลุ่มลูกค้า ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนด ดีเอ็นเอของร้านต่อไป... เพราะแม้ว่าร้านจะเปิดบริการสำเร็จเรียบร้อยแต่รูปแบบเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ยังคงเป็นแนวทางอยู่กับร้านเสมอคือ ดีเอ็นเอนี่เอง! แล้วเจ้าดีเอ็นเอนี่ล่ะครับที่จะเป็นโจทย์สำคัญต่อไปในการทำงานของร้าน
2.ได้แนวคิดแล้วก็นำมาเขียนเมนูให้เลือก โดยจำนวนอาหารก็ต้องดูจากจำนวนที่นั่ง ขนาดครัว กรรมวิธีการปรุง เช่น อาหาร 30 ชนิด ก็ทำให้เลือกถึง 3 เท่าคือ 90 ชนิด อันนี้ก็แล้วแต่คุยกันอีกล่ะครับ
3.พอเลือกอาหารได้แล้วก็มาถึงขั้นตอนการชิมอาหาร ซึ่งจะมีคนมาเยอะมากในครั้งแรก แล้วชิมกันจนอิ่มตั้งแต่จานแรกๆ พอตอนท้ายๆ ก็เกี่ยงกันชิม กว่าจะชิมครบอาจจะต้องมี 23 ครั้ง ช่วงนี้คนก็จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างนี้ก็จะถ่ายภาพอาหารและบันทึกเป็นสูตรไปด้วยตลอด
4.พอชิมครบก็จะมาสรุปกันที่รสชาติ การตกแต่งอาหาร ขนาดจานเพื่อให้เหมาะสมกับราคาขาย
ช่วงเวลานี้สูตรอาหารก็จะค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ก็จะทราบถึงต้นทุนต่อจานอีกด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับเครื่องดื่ม
5.ขั้นตอนของการสอนเชฟในครัวให้ทำตามสูตรที่ชั่ง ตวง วัดเรียบร้อย เพื่ออาหารจะได้มีมาตรฐานที่สม่ำเสมอ ซึ่งความชำนาญพิเศษของเชฟแต่ละคนก็ทำให้อาหารนั้นน่าสนในยิ่งขึ้นอีก
6.การดูแลในครัวจริงที่เปิดขายว่าพบปัญหาอะไรบ้าง จากทั้งอุปกรณ์ วัตถุดิบ และทีมงาน ข้อนี้ก็จะโยงไปถึงการเสิร์ฟ การรับประอาหาร การแนะนำอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งทุกข้อกลับไปที่ความเข้าใจดีเอ็นเอในร้าน
เห็นมั้ยครับว่า กว่าจะออกแบบอาหารได้หนึ่งจานจนจบกระบวนการน่ะไม่ง่ายเลย นี่เป็นแค่ร้านอาหารนะครับ ยังมีอาหารที่รอออกแบบอีกมากมายทั้งในงานต่างๆ ก็เล่าให้ท่านผู้อ่านกันสนุกๆ นะครับ และถ้าอยากแนะนำข้อมูล หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็อีเมลมาเลยนะครับ







