
ถึงเวลาหาโอกาสลงทุนในต่างประเทศ
นับตั้งแต่วิกฤต Subprime ในปี 2551 เศรษฐกิจไทยรวมไปถึงกลุ่มประเทศ TIP (Thailand Indonesia และ Philippines) มีการขยายตัวโดดเด่นกว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ ในโลก เนื่องจากการบริโภคในประเทศที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และทำให้ตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นถึง 250% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มากกว่าดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan และดัชนี S&P 500 ของสหรัฐ ซึ่งปรับตัวขึ้นราว 100% และ 70% ตามลำดับ
นับตั้งแต่วิกฤต Subprime ในปี 2551 เศรษฐกิจไทยรวมไปถึงกลุ่มประเทศ TIP (Thailand Indonesia และ Philippines) มีการขยายตัวโดดเด่นกว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ ในโลก เนื่องจากการบริโภคในประเทศที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และทำให้ตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นถึง 250% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มากกว่าดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan และดัชนี S&P 500 ของสหรัฐ ซึ่งปรับตัวขึ้นราว 100% และ 70% ตามลำดับ
แต่มาในปีนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางชะลอตัวลง ตามการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐที่เริ่มหมดไป เช่น การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การลดภาษีรายได้และภาษีนิติบุคคล การคืนภาษีรถคันแรกที่หมดอายุลง และมาตรการจำนำสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงในปีหน้า สวนทางกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ G3 (สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น) ที่เริ่มมีทิศทางเร่งตัวขึ้น
แม้เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และเชื่อว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีจะฟื้นตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาล High Season แต่การชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ และการฟื้นตัวของการส่งออกที่เราคาดว่าจะไม่โดดเด่นเท่ากลุ่มประเทศเอเชียเหนือ ประกอบกับ Valuation ที่ยังแพงกว่าหุ้นในตลาดเอเชียโดยเฉลี่ย ทำให้เราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะเริ่มให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นในต่างประเทศ (Underperform) ในช่วง 1 ปีข้างหน้า
ด้านการส่งออกน่าจะได้ผลบวกจากการฟื้นตัวของประเทศในกลุ่ม G3 และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนได้บางส่วน อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยจะไม่โดดเด่นเท่ากับประเทศในเอเชียเหนือ เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น แผงวงจรไฟฟ้า และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อาจไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมากเท่ากับสินค้าประเภท Tablet และ Smartphone ซึ่งมีการเติบโตสูงและมีฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่ใน จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้
นอกจากนั้น Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ยังเริ่มดูแพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชีย โดยปัจจุบันดัชนี SET index ซื้อขายที่ระดับ P/E ที่ 14.3 เท่าของคาดการณ์ผลกำไรในปี 2013 แพงกว่าค่า P/E ของดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan ซึ่งเทรดที่ P/E เพียง 13 เท่า
เราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจและมี Upside น้อยกว่าตลาดหุ้นในสหรัฐ ญี่ปุ่น และเอเชียเหนือ ที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า รวมถึง Valuation ที่ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจกว่า และแนะนำให้นักลงทุนเริ่มกระจายพอร์ตการลงทุนไปในตลาดหุ้นดังกล่าว เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้







