posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

23 ตุลาคม 2556

เฮสิงคโปร์นำเข้าไก่แช่แข็ง

เฮสิงคโปร์นำเข้าไก่แช่แข็ง

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดระหว่างสิงคโปร์กับไทย (STEER) ครั้งที่ 3 ร่วมกับ นายลิม ฮึง เคียง รมว.การค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสิงคโปร์ได้แจ้งให้ไทยทราบว่า จะเริ่มให้นำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทยแล้วหลังจากที่มีการประกาศห้ามนำเข้ามานานถึง 9 ปี เนื่องจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในไทยซึ่งถือเป็นข่าวดี เพราะสิงคโปร์เป็นตลาดที่มีการนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งประมาณปีละ 250 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงการแนวทางการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกทางการค้าในสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น การขออนุญาตนำเข้าไก่ปรุงสุก โดยสิงคโปร์รับที่จะให้มีความสะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น ส่วนสุกรสดแช่เย็นแช่แข็งได้ขอให้สิงคโปร์เริ่มนำเข้าจากไทย และเสนอแนะให้สิงคโปร์เข้ามาลงทุนเลี้ยงสุกรในไทยเพื่อส่งออกไปยังสิงคโปร์อีกทางหนึ่ง

สำหรับความร่วมมือสาขาอื่นๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวเรือสำราญ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือในการส่งเสริมการตลาดร่วมกัน ซึ่งอาจขยายไปเป็นความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน เนื่องจากปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการให้บริการเรือสำราญ ขณะที่ไทยมีเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ท่าเรือภูเก็ต เกาะสมุย และแหลมฉบังทั้งยังเป็นสาขาบริการที่มีศักยภาพในการขยายตัวได้อีกมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามสัดส่วนของคนรายได้ระดับกลางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำรายได้จากเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศจำนวนมหาศาลในแต่ละปี

ขณะที่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ไทยและสิงคโปร์พร้อมที่จะร่วมมือกันในโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการผลิตและการตลาดสินค้าดิจิตอล คอนเท็นต์ เช่น เกมส์ และการ์ตูน เอนิเมชั่น ซึ่งเป็นสาขาที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง ขณะที่สิงคโปร์เป็นผู้ทำการตลาดและกระจายสินค้าไปยังตลาดทั่วโลก

นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้แสดงความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น โครงการ 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำและน้ำท่วม เนื่องจากภาคเอกชนสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยยินดีที่จะให้การสนับสนุนด้านข้อมูลเพื่อให้สิงคโปร์สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการประมูลระหว่างประเทศได้อย่างเท่าเทียมกับนักลงทุนชาติอื่นๆ

ด้านการค้า ปี 2555 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย การค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ มีมูลค่ารวม 1.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.82% การส่งออกของไทยไปสิงคโปร์ มีมูลค่า 1.08 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้า 7,832 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

ท่องเที่ยวมรดกโลกไทยโต 44%

นายทิม เคอร์ติส หัวหน้าฝ่ายวัฒนธรรม ยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกของประเทศไทย มีอัตราการเติบโต 44% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแหล่งท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกในเอเชีย 4 ประเทศ คือ กัมพูชา เกาหลี เวียดนาม และจีน ได้ร่วมมือกันจัดแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ผลักดันให้การเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มมรดกโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง และปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเดินทางกว่า 1 ล้านคน

ทั้งนี้ ปัจจุบันการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกอยู่ในกระแสความนิยม หน่วยภาครัฐต้องมุ่งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพร้อมคำนึงถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างการพัฒนา สร้างคุณค่าและรายได้ทางการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกัน โดยแนวทางการพัฒนาจะเน้น 2 แนวทางหลัก คือ โบราณสถาน โบราณวัตถุ กับวิถีชีวิต วัฒนธรรม หรือภูมิทัศน์วัฒนธรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว

พลังงานโต้ สว.แจงข้อมูลครบ

กรณี น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า ไม่ได้รับความร่วมมือในการชี้แจงข้อมูลด้านพลังงาน นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ได้ออกมายืนยันว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีการเปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอด และผู้บริหารกระทรวงพลังงาน รวมทั้ง ปตท.ได้เข้าชี้แจงทุกสัปดาห์มาอย่างต่อเนื่องเรื่องละหลายครั้ง รวมทั้งมีการส่งเอกสารให้กรรมาธิการวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับการให้ข้อมูลต่างๆ ทั้งกรณีที่เข้าไปชี้แจงและการตอบทางเอกสารเพื่อสรุปเป็นข้อมูลถึงรายงานให้ประธานวุฒิสภาได้รับทราบต่อไป

สำหรับข้อเสนอของวุฒิสภาที่ต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะจากแสงอาทิตย์โดยไม่จำกัดปริมาณการรับซื้อนั้น ปัจจุบันได้เปิดการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์ รูฟท็อป) ในอัตราซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง (Feed in Tariff) ซึ่งเฉลี่ยทั้งบ้านที่อยู่อาศัย อาคารธุรกิจโรงงานขนาดเล็กและใหญ่เฉลี่ยประมาณกว่า 6 บาทต่อหน่วย แต่ยังจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการรับซื้อไว้ไม่ให้สูงเกินไป เนื่องจากจะส่งผลกระทบให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ต้นทุนสูงกว่าเชื้อเพลิงอื่น 2 เท่าตัว ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟสูงถึง 40% โดยการซื้อไฟจากแสงอาทิตย์ครั้งนี้กระทบค่าไฟ 23 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากไฟจากแสงอาทิตย์ต้นทุนสูงกว่าเชื้อเพลิงอื่น 2 เท่าตัว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน