
เจาะตลาดใหม่
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์มีดังนี้ เริ่มจากร.อ.สุวิพันธุ์ ดิษยมณฑล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อผลักดันสินค้าและบริการสู่ตลาดเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยแผนปฏิบัติการส่งเสริมการส่งออกปี 2556-2558 กรม ได้กำหนดกลยุทธ์ขยายการส่งออกไปยังตลาดเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งรักษาส่วนแบ่งตลาดในตลาดเดิม
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์มีดังนี้ เริ่มจากร.อ.สุวิพันธุ์ ดิษยมณฑล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อผลักดันสินค้าและบริการสู่ตลาดเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยแผนปฏิบัติการส่งเสริมการส่งออกปี 2556-2558 กรม ได้กำหนดกลยุทธ์ขยายการส่งออกไปยังตลาดเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งรักษาส่วนแบ่งตลาดในตลาดเดิม
ทั้งนี้ กรมจะให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนมากที่สุด รองลงมาคือ อาเซียนพลัส 6 ซึ่งจะเน้นประเทศที่เป็นคู่เจรจาของอาเซียน ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปตะวันออก
ขณะเดียวกัน ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูตฝ่ายพาณิชย์ ณกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มองว่า ตอนนี้จีนยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดใหม่ เนื่องจากชาวจีนมีกำลังซื้อสูง พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศยังแข็งแกร่ง
ธุรกิจไทยที่ควรส่งเสริมไปลงทุนในจีน ได้แก่ เกษตรแปรรูปและอาหารและบริการ เช่น ท่องเที่ยว โรงพยาบาล โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และห้างสรรพสินค้า โดย สุวัชชัย ทรงวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) แนะนำว่า นักธุรกิจไทยไม่ควรเข้าไปลงทุนในเมืองใหญ่ เพราะมีการแข่งขันสูง ค่าจ้างแรงงานสูง แต่ควรไปลงทุนในเมืองรอง ซึ่งเศรษฐกิจกำลังขยายตัวดี มีคู่แข่งน้อย และมีค่าจ้างแรงงานต่ำ
ด้านตลาดแรงงานนั้น พรเพ็ญ รตโนภาส อดีตผู้อำนวยการศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป ก.พ.จะเพิ่มข้อสอบภาษาอังกฤษในการสอบภาค ก. และคิดเกณฑ์สอบผ่านแยกจากเนื้อหาข้อสอบภาษาไทยเดิม โดยเกณฑ์ผ่านสำหรับคะแนนภาษาอังกฤษอยู่ที่ 50% และในช่วงแรกจะจัดสอบซ่อมเฉพาะส่วนข้อสอบภาษาอังกฤษด้วย
ด้านธุรกิจท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ จะปรับภาพลักษณ์การจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ของไทยให้เป็นเชิงธุรกิจมากขึ้น พร้อมชู 3 กลยุทธ์หลักในการดึงดูดลูกค้า คือ 1.ไทยเป็นปลายทางที่มีความหลากหลายของเส้นทาง และเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การบินไปยังประเทศอื่น 2.ไทยเป็นฮับการทำธุรกิจ และ 3.มีความพร้อมด้านบุคลากรและบริการที่มีมาตรฐาน นอกจากนี้ มีการออกแคมเปญกระตุ้นการเดินทาง เช่น ให้งบประมาณสนับสนุนลูกค้าองค์กร และตลาดอาเซียนบวก 6 ด้วย
ด้าน อุดม ศรีมหาโชตะ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย(ทีเอชเอ) และอุปนายกทีเอชเอภาคตะวันตก กล่าวว่า ทีเอชเอได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำหลักสูตรธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมในระดับอาชีวศึกษา เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ฝึกภาคปฏิบัติกับสมาชิกทีเอชเอที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงมีสิทธิเลือกสมัครงานได้ เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานของบุคลากร และยังเป็นการช่วยผลิตบุคลากรท่องเที่ยวเข้าตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโรงแรมมีความต้องการบุคลากรเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นคน แต่กระทรวงศึกษาฯ ผลิตได้เพียง 2,000 ต่อปี







