posttoday
น้ำหนักลงทุนกลุ่มยานยนต์ปกติ

น้ำหนักลงทุนกลุ่มยานยนต์ปกติ

28 เมษายน 2553

ยอดผลิตรถยนต์เดือน มี.ค. พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางวิกฤตการเมือง ส่งผลให้นักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์ และให้น้ำหนักลงทุนยังปกติ

ยอดผลิตรถยนต์เดือน มี.ค. พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางวิกฤตการเมือง ส่งผลให้นักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์ และให้น้ำหนักลงทุนยังปกติ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ยอดผลิตรถยนต์เดือน มี.ค. พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางวิกฤตการเมือง ส่งผลให้นักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์ และให้น้ำหนักลงทุนยังปกติ

บริษัท โตโยต้า (ประเทศไทย) ประกาศยอดขายรถยนต์เดือน มี.ค. จำนวนทั้งสิ้น 63,067 คัน เพิ่มขึ้น 52.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรถกระบะ 1 ตัน เป็น ประเภทที่ปรับขึ้นมากสุดถึง 61.68% และยอดขายรถยนต์รวม 3 เดือนแรกของปี 2553 อยู่ที่ 166,802 คัน เพิ่มขึ้น 54.77%

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่าแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมือง แต่ยอดขายรถยนต์ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยบวกทางสภาพเศรษฐกิจ

นอกจากนี้แล้ว การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่และอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัว ส่งผลให้แนวโน้มยอดขายรถยนต์ยังคงดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมองระดับราคากลุ่มยานยนต์ปรับตัว รับรู้มาบ้างแล้ว จึงคงคำแนะนำ “ลงทุนปกติ” สำหรับกลุ่มยานยนต์ โดยมีบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) เป็นหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนสูงสุด

นักวิเคราะห์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นจะเริ่มกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน เม.ย. อย่างไรก็ดีโดยรวมแล้วยังคงเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่มีสัดส่วนกว่า 55% ของการผลิตรถยนต์ในประเทศทั้งหมดมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น

โดยในเดือน ก.พ. 2553 ยอดส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 7.4 หมื่นคัน เพิ่มขึ้นถึง 66% และเป็นยอดการส่งออกรถยนต์ที่สูงที่สุดในรอบ 17 เดือน โดยการเติบโตที่โดดเด่นเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ในภูมิภาคที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทย เช่น เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการส่งออกรถปิกอัพของ Mitsubishi Motors ที่เพิ่มขึ้นถึง 109% เป็น 14,990 คัน

ขณะที่รถปิกอัพของ Isuzu และ Nissan มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 110% และ 168%เป็น 7,324 คัน และ 7,973 คัน ตามลำดับ ทำให้ยังคงเชื่อมั่นว่าเป้าหมายการผลิตรถยนต์ของ ส.อ.ท. ที่ 1.4 ล้านคัน ในปีนี้ (เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2552) มีโอกาสเป็นไปได้สูง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานตัวเลขตลาดรถยนต์เดือน มี.ค. 2553 ที่โดดเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลขการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 1.5 แสนคัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของตลาดในประเทศและเพื่อรองรับงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ 2010 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มี.ค-6 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยในงานดังกล่าวมียอดจองรถยนต์รวมกว่า 27,878 คัน

ขณะที่ตลาดส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างโดดเด่นเช่นกัน โดยรายละเอียดของตลาดรถยนต์เดือน มี.ค. 2553 มีดังต่อไปนี้ ยอดผลิตรถยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 150,119 คัน เพิ่มขึ้น 129.4% และ 17.4% จากเดือน ก.พ. และเป็นยอดการผลิตรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย

ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 63,067 คัน เพิ่มขึ้น 52.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 16.4% จากเดือน มี.ค.
ยอดส่งออกรถยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 63,949 คัน เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากเดือนก่อนที่มีการส่งออกสูงถึง 74,063 คัน โดยในไตรมาส 1/2553 มีการผลิตรถยนต์รวม 381,817 คัน เพิ่มขึ้น 92% ยอดขายในประเทศ 166,802 คัน เพิ่มขึ้น 54.8% ขณะที่มีการส่งออกรถยนต์รวม 196,537 คัน เพิ่มขึ้น 41.6%

ค่ายรถยนต์ปรับแผนการผลิตอีโคคาร์ให้เร็วขึ้นจากกระแสตอบรับที่ดีของอีโคคาร์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากยอดจองกว่า 8,000 คัน ของนิสสัน มาร์ช นับตั้งแต่การเปิดตัวได้ส่งผลให้ Toyota Motors และ Mitsubishi Motors ปรับแผนการผลิตรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์ให้เร็วขึ้นจากเดิมที่จะคาดว่าเริ่มผลิตในปี 2555 มาเป็นปี 2554 โดย Mitsubishi Motors เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนที่จะเริ่มผลิตอีโคคาร์ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2554 เพื่อให้สามารถขายได้ในช่วงต้นปี 2555 จากเดิมที่เคยวางแผนว่าจะเริ่มผลิตและขายในปี 2555 โดยบริษัทตั้งเป้ายอดการผลิตในปีแรกไว้ที่ 5 หมื่นคัน ส่งผลให้ในปี 2554 จะมีค่ายรถยนต์ถึง 3 ค่ายที่มีแผนจะเริ่มผลิตรถยนต์อีโคคาร์ ได้แก่ Honda Toyota และ Mitsubishi แม้ความเสี่ยงทางการเมืองสูงขึ้น แต่ภาคการส่งออกจะช่วยหนุนมากขึ้น

ทั้งนี้ ฟอร์ดเตรียมลงทุนตั้งโรงงานในไทยเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตในภูมิภาค ฟอร์ด มอเตอร์ เตรียมที่จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการลงทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ สำหรับโครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้ว โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาค สำหรับการลงทุนดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อกลุ่มยานยนต์ เนื่องจากจะการตั้งโรงงานดังกล่าวจะเพิ่มความต้องการชิ้นส่วนรถยนต์ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่