
SCCช็อปกิจการอินโดฯเวียดนามลดต้นทุนผลิต
ปูนใหญ่อาศัยเศรษฐกิจอินโดฯเวียดนามสะดุดลุยช็อปของถูกซื้อ จับมือ โตโยไทยฯ ทำโซลาร์รูฟ
ปูนใหญ่อาศัยเศรษฐกิจอินโดฯเวียดนามสะดุดลุยช็อปของถูกซื้อ จับมือ โตโยไทยฯ ทำโซลาร์รูฟ
นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน เอสซีจี และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี การลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผย ในงานสัมมนา “วิกฤตรอบบ้าน” ว่า ปัจจุบันฐานการผลิตหลักของบริษัทอยู่ในประเทศไทย แต่พบว่าต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าแรง ค่าพลังงาน และในอีก 8 ปีข้างหน้าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมด ทำให้ประเทศต้องพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ
ธุรกิจการผลิตของบริษัทจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก จึงได้เตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อให้คุ้มกับต้นทุนและค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นแหล่งในการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่สินค้าทั่วๆ ไปจะหันไปใช้ฐานการผลิตในต่างประเทศแทน โดยมองอินโดนีเซียและเวียดนามไว้
“ทั้งสองประเทศน่าสนใจที่จะใช้เป็นฐานการผลิตธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหาทำให้เกิดโอกาสในการซื้อกิจการ ประเทศเวียดนามเองมีประชากรจำนวนมาก การศึกษาดี ที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบการในเวียดนามเข้ามาเสนอขายกิจการให้กับบริษัทอยู่เรื่อยๆ มีทั้งของชาวเวียดนามเอง ชาวสิงคโปร์ ชาวมาเลเซีย ที่ไปทำธุรกิจ ในเวียดนาม” นายเชาวลิต กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายผลิตพลังงานเพื่อใช้เอง แต่เพื่อให้คุ้มค่าต้องเป็นโรงงาน เช่น โรงผลิตปูนซีเมนต์ในพม่า ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับบริษัท โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL) ยื่นประมูล เพื่อขอทำโซลาร์รูฟบนหลังคาโรงงานของปูนซีเมนต์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพื่อขายให้ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่ได้ใช้เอง เพราะมีกำลังการผลิตเพียง 12 เมกะวัตต์
สำหรับแหล่งเงินทุนของบริษัทไม่มีปัญหา ในช่วงปลายปีนี้จะออกหุ้นกู้เพื่อ ไถ่ถอนชุดเดิม 2 หมื่นล้านบาท และเพียงพอต่อการลงทุนตามปกติปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า วัฏจักรของดัชนีหุ้นไทย จะไม่ใช่ขาขึ้นรอบใหญ่เหมือนในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อต้นไตรมาส 2 ของปีนี้ และเม็ดเงินต่างชาติจะไหลเข้ามาเป็นช่วงๆ คาดว่า ค่าเงินบาทไม่ต่ำกว่าระดับ 30 บาท







