
ดัชนีแข่งขันเอสเอ็มอีวูบ
พิษเศรษฐกิจชะลอตัวต้นทุนพุ่งหอการค้าแนะรัฐช่วยสินเชื่อดอกเบี้ยเอสเอ็มอีไทย ขีดความสามารถแข่งขันลดลง 2.1 อยู่ที่ 57.5 เจอผลกระทบต้นทุนพุ่ง ขึ้นราคาไม่ได้ ยอดขายร่วง กำไรหาย หันกู้ในระบบ นอกระบบเพียบ กระตุ้นออกมาตรการเสริมเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อง่าย ออกโครงการดอกเบี้ยต่ำ
พิษเศรษฐกิจชะลอตัวต้นทุนพุ่งหอการค้าแนะรัฐช่วยสินเชื่อดอกเบี้ยเอสเอ็มอีไทย ขีดความสามารถแข่งขันลดลง 2.1 อยู่ที่ 57.5 เจอผลกระทบต้นทุนพุ่ง ขึ้นราคาไม่ได้ ยอดขายร่วง กำไรหาย หันกู้ในระบบ นอกระบบเพียบ กระตุ้นออกมาตรการเสริมเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อง่าย ออกโครงการดอกเบี้ยต่ำ
ต่ำ.ขีดความสามารถเอสเอ็มอีวูบเจอผลกระทบต้นทุนพุ่ง หอการค้าแนะช่วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 2 ปี 2556 ว่า กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,400 ราย มีความสามารถในการแข่งขันลดลง 2.1 อยู่ที่ 57.5 จากไตรมาสแรก ที่ขีดความสามารถอยู่ที่ 59.6 เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ยอดขายลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ไม่สามารถขึ้นราคาได้ จึงมีกำไรลดลง และมีปัญหาสภาพคล่อง
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีขนาดเล็กในระดับตำบล มีความสามารถแข่งขันลดลงมากที่สุด อยู่ที่ 50.6 จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 51.4 เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจ พบว่า ความสามารถแข่งขันลดลงทุกธุรกิจ ทั้งอาหาร/เครื่องดื่ม สิ่งทอและแฟชั่น ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร/ภัตตาคาร เพราะต้นทุนสูง ยอดขายลดลง แต่ไม่สามารถขึ้นราคาได้ ยกเว้นธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและเกสต์เฮาส์ ที่ความสามารถแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
สำหรับเอสเอ็มอีภาคกลาง โดย กทม. ความสามารถแข่งขันลดลง อยู่ที่ 60.1 จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 58.8 และภาคกลางอยู่ที่ 50.8 จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 43.8 เพราะเป็นธุรกิจอุตสาหกรรม ส่วนภาคอื่นความสามารถแข่งขันดีขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจการเกษตร ยกเว้นภาคใต้ที่ราคายางพาราต่ำลง ดังนั้นภาครัฐและสถาบันการเงินต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งสินเชื่อง่ายขึ้น หรือมีโครงการดอกเบี้ยต่ำ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 3 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 นี้ ดังนั้น เอสเอ็มอีจึงต้องประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดต่อไป แต่ยังไม่ถึงระดับต้องเลิกกิจการ โดยการปรับตัวของเอสเอ็มอีต้องมุ่งลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ลดการลงทุน ชะลอการพัฒนาและวิจัยสินค้า (อาร์แอนด์ดี) และไม่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมทั้งหันไปกู้เงินกับสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และบางส่วนอาจกู้นอกระบบ เพราะมีสินทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารจำนวนน้อย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมการขยายตัวของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 3.2-3.7% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ที่ขยายตัว 3.54% การส่งออกเติบโต 13% โดยธุรกิจเอสเอ็มอีเติบโตต่ำกว่าจีดีพีของประเทศ เพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากค่าแรง 300 บาท ราคาสินค้าปรับขึ้นไม่ได้ ยอดขายและกำไรลดลง
ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 นี้อยู่ในภาวะซึมตัว เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะปราง ประกอบกับประเทศสหรัฐประกาศว่าจะคงมาตรการคิวอี 3 ต่อไป และจะลดการใช้มาตรการในช่วงปลายปีนี้ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่เข้มแข็งและต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ คาดว่าจะทำให้นักลงทุนทั่วโลก หันกลับไปลงทุนในทองคำ ตลาดหุ้น แทน
นอกจากนี้จากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้มีเงินทุนจากต่างชาติกลับเข้ามาในประเทศไทย และทำให้ค่าเงินบาทของไทยมีทิศทางแข็งค่าขึ้น คาดว่าจะกลับมาแข็งค่าที่ระดับ 3031 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันอ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ส่งออกของไทยลดลงอีกครั้ง







